พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับหนังสือ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ ว่า "หนังสือ เป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้ และออมสิน เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ก้าวหน้าโดยแท้"
ขณะที่นโยบายด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของทุกรัฐบาล พยายามรังสรรค์บทบาทของผู้ให้ความรู้และผู้เรียนรู้ รวมถึงกรอบแห่งกระบวนการศึกษาให้มีมาตรฐานมากขึ้นทุกขณะ แต่ทว่ากลับปรากฏความขัดแย้งในภาคปฏิบัติ และกลับมีผลสะท้อนของสภาวการณ์ของสังคมที่เสื่อมถอยลงทุกขณะ
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่ากรอบแห่งทฤษฎีอันนำมาซึ่งนโยบายการเสริมสร้างสติปัญญา (IQ หรือชื่อเต็ม Intellegence Quotient) ในรายวิชาประเภทเสริมสร้างทักษะ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือตรรกศาสตร์ กับการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอารมณ์ความรู้สึก (EQ หรือชื่อเต็ม Emotional Quotient) ในรายวิชาประเภทพระพุทธศาสนา จริยธรรม หรือแม้แต่สังคมศึกษา ดูราวจะไม่ใช่วิธีการเพียงหนึ่งเดียวที่จะพัฒนาคุณภาพเยาวชน กระทั่งเป็นรากฐานที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับพวกเขาอย่างแท้จริง
และจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตหลากหลายแง่มุม และการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองนั่นเองที่จะส่งผลให้เยาวชนของไทยมีสติปัญญา และความฉลาดด้านอารมณ์ได้มากกว่าการศึกษาจากผู้สอนภายในห้องเรียน และประเด็นนี้เองที่รัฐบาลทุกรัฐบาลมักมองข้ามไป
การอ่านหนังสือนับเป็นหนทางหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์ กระตุ้นทักษะพิสัยด้านจิตวิเคราะห์ การไตร่ตรอง และการหาเหตุผลให้แก่เยาวชนและสมาชิกภายในประเทศ และสามารถปลูกฝังลักษณะนิสัยรักการอ่านลงไปในจิตใจของเยาวชนได้ไม่ยากหากได้รับการวางแผนอย่างถูกวิธี อีกทั้งยังเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า "หนังสือสร้างคน คนสร้างชาติ" ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนทุกวัยมีนิสัยรักการอ่าน ฉะนั้น ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วจึงสูงมาก
ดังที่ นภาพร พานิชชาติ ให้ทรรศนะว่า การอ่านหนังสือนับเป็นสิ่งสำคัญมาก ในยุคที่แต่ละประเทศต้องการความรู้เพื่อแข่งขันด้านการพัฒนา เพื่อให้ก้าวทันกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวกันว่าการแข่งขันในทศวรรษหน้า ไม่ได้แข่งขันกันที่ใครสามารถผลิตสินค้าได้มากกว่าและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่จะแข่งขันกันที่ใครสามารถพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้เป็นสินค้าได้ ซึ่งก็คือการนำความรู้และทักษะมาเป็นแหล่งศูนย์รวมการพัฒนาและการลงทุน หรือ Knowledge Economy นั่นเอง (นภาพร พานิชชาติ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๙ หน้า ๘)
เมื่อกลับมามองที่พฤติกรรมการอ่านหนังสือของประชาชนคนไทย ก็ถือว่าเป็นที่น่ายินดี เพราะผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยล่าสุดปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ไม่อ่านหนังสือมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ ๓๘.๘ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นร้อยละ ๓๐ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘
สำหรับสาเหตุที่คนไทยไม่อ่านหนังสือก็มีอยู่หลายประการ ประเด็นสำคัญมักจะมีสาเหตุมาจากนิยมฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์มากกว่า ส่วนสาเหตุรองลงมาก็คือไม่รักการอ่าน และอ่านหนังสือไม่ออก
โดยสาเหตุประการหลังมีข้อมูลว่า ตัวเลขคนไทยที่อ่านออกเขียนได้มีอยู่ ๕๘ ล้านคน จากประชากรทั้งหมด ๖๒ ล้านคน กระทั่งการขจัดคนไม่รู้หนังสือจึงถือเป็นเป้าหมายหลักขององค์การระดับโลกอย่างยูเนสโกทีเดียว
ละ
จากข้อมูล (ตารางแสดงร้อยละผู้อ่านหนังสือ จำแนกตามประเภทหนังสือที่อ่าน และวัยของประชากร พ.ศ. ๒๕๔๘, นภาพร พานิชชาติ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ หน้า ๘) พบว่า วัยเด็กเป็นวัยที่อ่านหนังสือตามหลักสูตรมากที่สุด เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยที่มุ่งเน้นให้การศึกษาและการเรียนรู้อยู่ในกรอบของหลักสูตรวิชาการ ส่วนตำราหรือหนังสือเกี่ยวกับความรู้ด้านอื่นๆ กลับไม่ได้ถูกเลือกขึ้นมาอ่านตามสมควร โดยเฉพาะที่เห็นแนวโน้มลักษณะนิสัยการอ่านที่มีแนวโน้มจะเป็นปัญหามากที่สุด คือกลุ่มวัยรุ่นที่อ่านประเภทนวนิยาย การ์ตูน และหนังสืออ่านเล่นมากที่สุด
แม้นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย จะให้ทรรศนะเกี่ยวกับประเภทของหนังสือไว้ว่า หนังสือส่วนใหญ่ไม่มีเล่มไหนที่สอนให้คนตีกัน แม้จะเป็นหนังสือที่รบราฆ่าฟันกัน มักจะลงท้ายว่าธรรมะชนะอธรรม ถ้าอ่านดีๆ จะพบว่ามีคำสอนสอดแทรกอยู่เสมอ นักเขียนจะถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองออกมา ส่วนนักอ่านจะเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น จนในที่สุดได้นำประสบการณ์นั้นมาเป็นลักษณะบุคลิกภาพของตนไปโดยไม่รู้ตัว
ทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์ที่แพร่หลายในสังคมมิได้มีแต่สื่อบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว สื่อที่ทำลายศีลธรรมอันดีงามก็มีมาก โดยเฉพาะหนังสือประเภทการ์ตูน และหนังสืออ่านเล่นแนวกระตุ้นความต้องการทางเพศ (Erotic) ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐจึงควรออกกฎหมายควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนี้อย่างจริงจัง และส่งเสริมหนังสือประเภทวรรณกรรม เรื่องสั้น หรือกวีนิพนธ์ที่ส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม และกระตุ้นให้คนในชาติมีจิตใจใฝ่บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมทดแทน ซึ่งอาจเป็นเรื่องยาก แต่สามารถทำได้โดยการวางแผนพัฒนาสติปัญญาและการเลือกรับหนังสือประเภทที่ดีแก่เยาวชนตั้งแต่ขวบปีแรก
ศาสตราจารย์ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก อธิบายเรื่องการทำงานของสมองเด็กไว้อย่างน่าสนใจว่า "สมองต้องได้รับการเรียนรู้ ต้องได้รับรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติ ตั้งแต่แรกเกิด ทั้งในบ้าน ในชุมชน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน การเรียนรู้ต้องกระทำผ่านผัสสะทั้ง ๕ กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ ๓-๔ เดือน โดยเด็กจะเรียนรู้ผ่านทางรูปภาพและสี พ่อแม่มีหน้าที่ป้อนความรู้ให้เด็ก คนเราต้องรับผัสสะก่อนแล้วจึงไปสร้างความจำ
การสร้างอุปนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชน จึงเป็นสิ่งที่หลายคนในสังคมเริ่มตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญ การรณรงค์ส่งเสริมการอ่านจึงเกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย โครงการหนังสือเล่มแรก เป็นอีกหนทางหนึ่งในความพยายามที่จะช่วยผลักดันให้ระดับมาตรฐานการอ่านของคนไทยสูงขึ้น ซึ่งโครงการหนังสือเล่มแรกหรือ Bookstart Thailand เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก (thaiBBY) ได้รับแนวคิดมาจากโครงการต้นแบบจากประเทศอังกฤษ (Bookstart UK) และโครงการตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น (Bookstart japan) ที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากมาแล้ว ผลที่ได้จากการจัดโครงการพบว่า เยาวชนที่เข้าร่วมในโครงการนี้ มีความสามารถในการอ่าน เขียน และคิดคำนวณสูงกว่าเด็กทั่วไปอย่างเด่นชัด มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กจึงได้ดำเนินโครงการหนังสือเล่มแรกขึ้น เพื่อมุ่งส่งเสริมนิสัยรักการอ่านหนังสือในเด็กอายุต่ำกว่า ๑ ปี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือ สร้างพื้นฐานการอ่านและสานสัมพันธ์ในครอบครัว ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยนิสัยรักการอ่านและประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรของรัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรท้องถิ่นในการรณรงค์โครงการ (กุลนารี เสือโรจน์ หนังสือพิมพ์มติชน วันพฤหัสบดีที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ หน้า ๓๑)
เมื่อทราบว่าการพัฒนาชีวิตผ่านการอ่านจำเป็นต้องเริ่มต้นแต่วัยเด็กแล้ว จึงขออนุญาตหยิบยกข้อมูลของบุคคลระดับโลกที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ ที่ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ รวบรวมไว้ในบทความ คนดังระดับโลกเริ่มจากเป็นนักอ่าน เพื่อสนับสนุนในประเด็นนี้ อาทิเช่น
นักอ่าน...นักคิด นักประดิษฐ์ ผู้ค้นพบสิ่งใหม่ โทมัส แอลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์ชื่อก้องโลก เจ้าของผลงานกว่า ๕,๐๐๐ ชิ้น ตลอดชีวิตเขาเข้าโรงเรียนเพียง ๓ เดือนเท่านั้น แต่ทว่าเอดิสันกลับมีนิสัยรักการอ่าน เขาอ่านหนังสือทุกเล่มที่ชอบ และพยายามหาหนังสือมาอ่านมากที่สุดเท่าที่หาได้ ผลึกทางความคิดที่ได้จากความรู้ในหนังสือเหล่านั้น ทำให้เขาคิดค้นและประดิษฐ์นวัตกรรมขึ้นมากมาย ส่วนในยุคหลังนักอ่านนักคิดชื่อดังอย่าง บิล เกตส์ เจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Microsoft ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน บิดามารดาของเขามีส่วนในการส่งเสริมให้รักการอ่านและรู้จักใช้ความคิด โดยการให้ลูกมีส่วนร่วมในการสนทนา ตั้งแต่เรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือที่ลูกอ่าน จนถึงเรื่องการเมือง
กล่าวถึงนักอ่าน...ยอดผู้นำการเมืองในอดีต พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จอมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเปอร์เซีย ที่รู้จักในนาม Alexander The Great พระองค์ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่การรบพุ่งเท่านั้น แต่ความเป็นคนรักและหลงใหลการอ่านของพระองค์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้คนสมัยนั้นรู้ดีจนมีผู้เปรียบว่า พระองค์ทรงรักหนังสือราวกับเป็ดรักน้ำ เนื่องจากพระองค์เป็นผู้หนึ่งที่สนใจวิชาการและหมั่นศึกษา นอกจากนี้ยังมีนักปกครองอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ความรอบรู้กอบกู้วิกฤตชาติ แต่ก่อนที่เขาจะมีความรู้ เขาเพียรพยายามอ่านหนังสือมากมายหลายแขนง แม้ในวัยเยาว์ทางบ้านมีฐานะยากจน แต่เขาได้ใช้เวลาช่วงกลางวันช่วยบิดามารดาทำงาน ส่วนเวลากลางคืนจุดเทียนไขเพื่ออ่านหนังสือ ทุกครั้งที่มีโอกาสในการอ่านลินคอร์นจะอ่านอย่างจริงจังเสมอ (ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วารสาร วิชาการ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๔๙)
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว มักมีบุคคลที่เป็นต้นแบบของการเป็นนักอ่านที่ดี ที่สามารถนำผลึกทางความคิดจากการอ่านมาประยุกต์ใช้ กระทั่งบังเกิดผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมในชีวิตและประเทศชาติของตน
ทว่าสำหรับประเทศไทย ยังคงมีเยาวชนที่ไม่รักการอ่านเป็นจำนวนมาก รวมถึงต้นแบบที่ดียังคงมีน้อย และในส่วนน้อยนั้นไม่ได้รับการยกย่อง เชิดชู หรือนำเสนอให้เป็นต้นแบบแก่คนในชาติ ดังนั้นควรถึงเวลาแล้วที่สื่อแขนงต่างๆ จะใช้บทบาทและอำนาจที่มี ยกย่องและประกาศเกียรติคุณแก่นักอ่าน นักคิด นักประดิษฐ์ และนักพัฒนาเหล่านี้ให้เป็นที่รับรู้ของคนในสังคม แทนการมอบรางวัลให้แก่เหล่านักร้องนักแสดง อีกทั้งควรลดการนำเสนอรายการประเภทประกวดแข่งขันด้านบันเทิงลง และเพิ่มปริมาณการนำเสนอรายการประเภทประเทืองปัญญาให้มากขึ้น
นอกจากสื่อต้องปรับเปลี่ยนบทบาทแล้ว ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องร่วมกันวางแผนและพัฒนา นับตั้งแต่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด คือรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งถึงสถาบันที่เล็กที่สุดคือ สถาบันครอบครัว เช่นกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องประกาศเจตนารมณ์และกำหนดนโยบายการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ชัดเจนและต่อเนื่อง สนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ให้แก่สถานศึกษาในการจัดกิจกรรมต่างๆ สร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีตลาดนัดหนังสือในเขตพื้นที่การศึกษาเป็นประจำทุกปี ส่วนด้านสถานศึกษา เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ผู้บริหาร ครู กรรมการสถานศึกษา ต้องร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสร้างนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ครูควรตระหนักเสมอว่านิสัยรักการอ่านเป็นความจำเป็นที่จะต้องติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต ครูต้องฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่านและอ่านอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ที่สำคัญที่สุดคือสถาบันครอบครัว เป็นสถาบันที่เล็กที่สุดแต่มีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพราะเสียงที่บุตรได้ยิน กับอ้อมกอดที่อบอุ่นจากพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่บุตรพึงจะได้รับ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่จะก้าวเข้าไปถึงในเรื่องของการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กและเยาวชน โดยเริ่มต้นจากการอ่าน หนังสือสำหรับเด็ก หรือ หนังสือนิทาน ให้บุตรฟัง เพราะหนังสือเหล่านี้มีถ้อยคำและจังหวะที่ไพเราะอ่อนหวาน นุ่มนวล และมีภาพประกอบสีสันสวยสดงดงามเป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจเด็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งบุคคลในครอบครัวต้องเป็นแบบอย่างการอ่านที่ดี จากนั้นเด็กจะเกิดกระบวนการซึมซับนิสัยรักการอ่านทีละน้อย จนกลายเป็นตัวตนของเขาในที่สุด
หากรัฐบาล สถานศึกษา และครอบครัวรับรู้เป็นที่ตรงกันแล้วว่า พื้นฐานของการพัฒนาประเทศมิให้ตกต่ำลงสู่ความเสื่อมถอยนั้น การเสริมสร้างสติปัญญาและสร้างวิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจแก่เยาวชนผ่านการอ่านหนังสือ ต้องเริ่มต้นสั่งสมและปลูกฝังแต่วัยเยาว์ แผนการพัฒนาที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจะวางขึ้นในอนาคตก็สมควรจะดำเนินไปตามทางนี้ จึงจะบังเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ เหมือนกับการใช้ยารักษาตรงกับโรค
อ้างอิง
1.กุลนารี เสือโรจน์. 2548. ทำอย่างไรให้เด็กไทยรักการอ่าน?.หนังสือพิมพ์มติชน วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พุทธศักราช 2548 หน้า 31
2.ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. 2549. คนดังระดับโลกเริ่มจากเป็นนักอ่าน. การศึกษาวันนี้ ปีที่ 6 ฉบับที่ 305 (380) วันที่ 2 - 9 พฤศจิกายน 2549
3.นภาพร พานิชชาติ. 2549. คนไทยกับการอ่านหนังสือ(1)หยุดอ่านล้าหลังสังคมโลก. หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2549 : หน้า 8 |