1. ดีไซน์เพื่ออะไร................ต้องคิดจากภายในตัวเอง
| |
1.1 เพื่อใช้งาน
หรือ เพื่อชื่นชม ?
ก่อนอื่นต้องจูนน์กันก่อนว่าการดีไซน์ที่เราพูดถึงนี้เป็น APPLY
ART ไม่ใช่ FINE ART
FINE ART คือ วิจิตรศิลป์ หรือศิลปะบริสุทธิ์ สร้างขึ้นเพื่อสนองแรงบันดาลใจ
APPLY ART คือ ประยุกต์ศิลป์ สร้างขึ้นเพื่อสนองประโยชน์ใช้สอย
|
| |
1.2 ในกรณีที่กล่าวถึงเฉพาะ
APPLY ART ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราต้องการอะไรจากการทำงานนี้
นักศึกษา ทำงานดีไซน์เพื่อการเรียนรู้ เพื่อให้ได้คะแนน
เพื่อให้ได้เครดิต ความน่าเชื่อถือ ความภาคภูมิใจ
นักออกแบบอาชีพ ทำงานดีไซน์เพื่อเลี้ยงชีพ สร้างชื่อเสียง
สร้างความเชื่อถือ |
| |
|
2. ดีไซน์เพื่อใคร...................ต้องคิดจากภายนอกหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
| |
2.1 ใครเป็นเจ้าของงาน
เป็นคนสั่งงาน ใครเป็นคนให้โจทย์ความต้องการ
งานดีไซน์ทุกชิ้นต้องมีโจทย์ และโจทย์ที่สำคัญที่สุดคือโจทย์ที่มาจากความต้องการของลูกค้า
ซึ่งการรับโจทย์ต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ เพราะบางครั้งผู้ให้โจทย์ก็ไม่ได้มีความรู้ดีพอ
และเมื่อให้โจทย์มาแล้ว ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการตรวจผลงานออกแบบ
ที่ดีไซน์เนอร์ไปทำมาให้จากโจทย์ของงานนั้นๆ ซึ่งในกระบวนการนี้
นักศึกษาอาจจะไม่คุ้นเคย เพราะเวลาเรียน อาจารย์ให้โจทย์ อาจารย์ตัดสิน
และอาจารย์เป็นผู้จ่ายคะแนน
|
| |
2.2 ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
เวลาทำงานทุกชิ้น ผู้มีอำนาจสูงสุดคือผู้ตัดสินใจ
ถ้าเราโชคดี ผู้ตัดสินใจอาจจะเป็นคนเดียวกันกับผู้สั่งงาน ผู้จ่ายเงิน
และผู้ใช้ แต่ถ้าเป็นงานขนาดใหญ่ หรือระบบการสั่งงานซับซ้อน หรือเป็นงานที่ออกแบบเพื่อสาธารณะ
กลุ่มของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานดีไซน์อาจจะมีหลายกลุ่ม จึงต้องค้นให้พบว่ากระบวนการไหน
ต้องคำนึงถึงใคร
|
| |
2.3
ใครเป็นผู้ใช้ งานบางชิ้น ผู้ว่าจ้างกับคนให้โจทย์ไม่ได้เป็นผู้ใช้โดยตรง
เช่น ออกแบบโรงภาพยนตร์ ผู้ใช้จริงๆคือคนที่มาชมภาพยนตร์ แต่คนให้โจทย์คือเจ้าของโรงภาพยนตร์
แต่งานออกแบบบ้านหรือตัดเย็บเสื้อผ้า คนที่มาจ้าง ก็คือคนที่ใช้งาน
แต่ถ้าเป็นนักศึกษา โปรเจคที่ออกแบบเป็นโปรเจคสมมุติ อาจารย์จะเป็นผู้สมมุติบทบาทของตัวเองในทุกข้อ
ซึ่งในชีวิตจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น
|
| |
2.4
ใครเป็นผู้จ่ายเงิน
คนจ่ายเงินเป็นผู้ตัดสินใจหรือไม่ / ถ้าเป็นนักศึกษา ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน
แต่ได้เป็นคะแนน ก็ต้องทำงานให้ได้คะแนน |
| |
|
3. กรอบของการทำงานมีอะไรบ้าง
| |
การที่จะระบุได้ว่ากรอบของการทำงานชิ้นหนึ่งๆคืออะไร
เราก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจกลุ่มบุคคลในข้อสองให้ลึกซึ้งเสียก่อน
ยกตัวอย่าง...กรอบของการวาดรูปบนกระดาษ ก็คือต้องระบายให้อยู่บนกระดาษ
และกรอบของการตัดสินค่าของงานนั้นๆก็คือทำให้ใครตัดสิน กรอบของการออกแบบประเภทอื่นๆ
ก็ขึ้นอยู่กับว่าทำเพื่อใคร ความคิดของเขาเป็นอย่างไร สภาพแวดล้อมของการทำงานนั้นๆมีแบบแผน
หรือวัฒนธรรม ระเบียบ กฎเกณฑ์ วิธีคิดและมุมมองอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบที่เกี่ยวกับความคิดของคนนี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
ซับซ้อนมาก ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าคนที่เราทำงานให้นั้น เขามีความคิดอย่างไรต่อตัวเอง
ต่อสังคม คนต่างที่ต่างถิ่น ต่างฐานะ ต่างอาชีพ ต่างศาสนา ต่างเพศ
ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม จะมีระบบการตัดสิน หรือมีกรอบที่ต่างกัน
อย่าเอาวิธีคิดของเราซึ่งอยู่ในกรอบที่ต่างจากเขา ไปคิดแทนเขา
หรือประเมินแทนเขา แต่ต้องศึกษากรอบของเขาให้เข้าใจ
จะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เกี่ยวกับวิธีคิดและมุมมองที่ต่างกันของคน
สมัยเป็นอาจารย์คัดเลือกนักศึกษาทุนช้างเผือกของมธ. มีเด็กสองคนขอทุน
ทุนนั้นเป็นทุนสำหรับเด็กเรียนดีแต่ยากจน การจะตัดสินใจให้ทุนใครต้องตรวจสอบว่าเขายากจนจริงๆ
คนหนึ่งบอกว่าเขาเป็นลูกเจ้าของแพปลา ทำธุรกิจประมงอยู่ในกรุงเทพฯ
ฐานะพอกินพอใช้ แต่ถ้าได้ทุนก็จะดี ส่วนอีกคนหนึ่งบอกว่าเขาเป็นลูกชาวนา
พ่อแม่ทำนาอยู่ต่างจังหวัด เมื่อฟังแล้ว คนแรกไม่น่าจะจนเท่าไหร่
(ในความคิดเรา และในความคิดของเขา เพราะเขาก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองจน)
ส่วนอีกคนรู้สึกว่าตัวเองจน เพราะไม่มีอะไรเหมือนคนกรุงเทพฯที่รวยๆ
พอไปตรวจสอบ ปรากฏว่า คนที่เป็นลูกเจ้าของแพปลานั้น บ้านเขาเป็นเรือนแพเล็กๆ
หาปลาอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา กลางคืนก็จอดแพนอนในคลอง เวลาฝนตกก็อยู่ใต้สะพาน
ส่วนคนที่บอกว่าเป็นลูกชาวนานั้น พ่อแม่เขาเป็นเจ้าของที่นากว่า
400 ไร่ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของกรอบความคิดที่หลากหลาย เราอาจจะมองเขาอย่างหนึ่ง
แต่เขาอาจจะมองเห็นตัวเองอีกอย่างหนึ่ง เราตัดสินเขาจากกรอบของเรา
เพราะเราคิดว่าคนไม่มีบ้าน หาเช้ากินค่ำอยู่ในเรือนแพ คือคนจน
ส่วนเด็กลูกชาวนาก็คิดว่าบ้านเขาไม่มีรถเบนซ์ ไม่ได้อยู่คฤหาสน์
เขาก็คิดว่าตัวเองจน
ดังนั้นการที่ดีไซน์เนอร์จะเลือกว่าควรจะเอากรอบไหนมาทำงาน ก็ต้องเคารพกรอบนั้นๆให้ดี
และไม่ต้องรวนเรว่าคนในกรอบอื่นๆจะมองอย่างไร เพราะการที่สะเปะสปะไปหมดนั้นจะทำให้งานออกมาไม่ชัดเจน
คลุมเครือ อย่างถ้าเราจะออกแบบเสื้อผ้าให้นักร้องลูกทุ่ง ในฐานะที่เราเป็นคนเมือง
ฟังเพลงแจ๊ส เราอาจจะแอบคิดในใจว่าชุดลูกทุ่งนั้นเชยสิ้นดี ทำไมไม่แต่งแบบนิโคล
คิดแมน ที่เพิ่งได้รับยกย่องให้เป็น FASHION ICON คำตอบที่แท้จริงคือ
คำว่า "เชย" นั้นไม่มี เช่นเดียวกับคำว่า "หรู"
นั้นก็ไม่มี ส่วนคำว่าออกแบบดี เก๋ไก๋ สมประโยชน์ใช้สอย อันนี้มีจริง
เพราะคำว่าเชย กับทันสมัย หรือหรูนั้น อาจจะเป็นเพียงการวิจารณ์ข้ามกลุ่ม
แต่คนในกลุ่มเดียวกันเขาก็ไม่รู้สึกว่าแบบนั้นเชย หรือแบบนั้นหรู
กลุ่มใครก็กลุ่มมัน กรอบใครก็กรอบมัน
พวกนักศึกษาหรือดีไซน์เนอร์จบใหม่ มักไม่ยอมเสียฟอร์มกับเรื่องกรอบการทำงาน
สมมุติว่าต้องออกแบบขวดเครื่องดื่มให้ดูเป็น "ลูกทุ่ง"
ก็ไม่ค่อยจะแคร์ว่าต้องออกแบบให้โดนใจพวกลูกทุ่ง แต่จะแคร์เพื่อน
แคร์ แฟชั่นว่ามันจะต้องเก๋ ต้องอิน เผลอๆอาจจะแคร์ว่างานตัวเองไม่อินเทร็นด์ล่าสุดของอิตาลีไปโน่น
แทนที่จะย้อนกลับมาหาโจทย์ว่าผู้บริโภค หรือผู้ซื้อตัวจริงคือใคร
เขาตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร
|
| |
|
4.
คุณมีฝีมือหรือมีความรู้เพียงพอสำหรับทำงานนี้หรือเปล่า
| |
ความเจ๋งหรือความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องที่เอาไม้บรรทัดมาวัดตรวจสอบกันไม่ได้
แต่ความรู้อาจเรียนทันกันหมด การทำงานดีไซน์นั้นต้องเรียนรู้ใหม่ๆทุกวัน
เพราะโจทย์ของงานจะเปลี่ยนไปตามลูกค้า
จริงอยู่เราอาจจะต้องมีพื้นฐานความเชี่ยวชาญทางใดทางหนึ่งเป็นหลักเอาไว้สักทางหนึ่งก่อน
และมีฝีมือเป็นที่ยอมรับ ทำให้เรามั่นใจที่จะรับงานนั้นได้และลูกค้าก็มั่นใจในตัวเรา
ไม่มีใครรู้อะไรมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างเรียนได้ ศึกษาได้ เก่งได้
แต่คุณต้องเปิดตัวเปิดใจ ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ แล้วก็ไปหาความรู้มาเติมเต็ม
หรือไม่ก็ถามลูกค้านั่นแหละ ว่างานของเขาที่อยากจะให้เราทำมันเป็นอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นสถาปนิก มีคนให้เราออกแบบบ้านหลังละ 100
ล้าน เราก็ต้องเข้าโรงเรียนวิชาออกแบบบ้านร้อยล้าน ซึ่งก็ไม่ต้องไปเรียนที่ไหนหรอก
เรียนกับเจ้าของบ้านนั่นแหละ เจ้าของบ้านคนนั้นอาจจะเคยอยู่บ้านหลังละ
99 ล้านมาก่อน เขาคงจะรู้ว่าชีวิตในบ้าน 99 ล้านเป็นอย่างไร เพราะเราคงจะไม่รู้
เนื่องจากบ้านเราอยู่ตึกแถว สมัยเรียน อาจารย์ก็สอนมาแบบเป็นกลางๆ
แต่เจ้าของบ้านจะบอกเราได้ ว่าที่เขาคาดหวังนั้นเป็นอย่างไร พออีกวันเขาอาจจะมาให้เราช่วยออกแบบโรงงานให้
เราก็คงจะไม่เอาวิชาออกแบบบ้าน 100 ล้านไปออกแบบโรงงานแน่นอน ก็ต้องมานับหนึ่งเรียนกันใหม่
อาวุธที่เราจะต้องมีไว้รับมือกับทุกงานคือหลักการออกแบบ ฝีมือในการนำเสนอความคิด
การบริหารความต้องการใช้สอยกับความคิดสร้างสรรค์ให้ไปกันได้ ในงบประมาณที่เขามี
แต่สำคัญที่สุดคือคุณต้องมี
"กุญแจ" ไขหัวใจ ไขสมองตัวเองให้เปิดกว้าง พร้อมที่จะรับรู้
เรียนรู้ ตื่นเต้น รู้สึกดีๆกับสิ่งใหม่ๆ
งานออกแบบชิ้นหนึ่งๆก็เหมือนเราเล่นหนังเล่นละครเรื่องหนึ่ง
ต้องอินกับมัน และเมื่อจบเรื่องหนึ่งก็ต้องพร้อมสำหรับเรื่องอื่นๆ
ถ้าเราเป็นดาราที่ฮอตหน่อย เราก็จะมีคิวเล่นละครหลายเรื่องพร้อมๆกัน
เราก็ต้องปรับตัวเก่ง ละครเรื่องหนึ่งเราอาจจะเล่นเป็นนางเอกหนังยอดมนุษย์
อีกเรื่องอาจต้องเล่นเป็นหญิงไทยโบราณ ถ้าเราเป็นมืออาชีพ เราต้องพร้อม
ต้องปรับตัวได้ มีความสุขได้กับทุกบท ทุกเรื่อง
|
| |
|
อย่างที่ dp-studio นี่ก็เป็นสถานที่ตัวอย่างอีกแห่งหนึ่ง
ตั้งแต่อาจารย์กุ้งเปิดออฟฟิศมานี่ เจอลูกค้าซ้ำคนแต่ไม่ซ้ำงานเลย อย่างมีเจ้าของโรงแรมคนหนึ่งเอาโรงแรมมาให้ออกแบบ
พอเราออกแบบโรงแรมให้เสร็จ ถูกใจกันกลายเป็นเพื่อนกัน อีกวันเอาเก้าอี้
เอาเฟอร์นิเจอร์มาให้ออกแบบ เอ...เราก็ไม่ใช่นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เสียด้วยซิ
จะลองหาคนมาช่วยทำให้เอาไหม แต่ลูกค้ากลับบอกว่าไม่เอา จะจ้างบริษัทคุณนั่นแหละ
คุณก็เปิดแผนกเพิ่มสิ รับคนเพิ่มมาทำงานนี้ แต่ต้องเป็นงานจากบริษัทคุณเท่านั้นนะ
พอผ่านไปอีกสักพัก เออ
คุณกุ้ง บริษัทผมยังไม่มีเว็บเพจเลย คุณช่วยทำให้หน่อยได้ไหม
อ้าว...นี่มันใช่บริษัทออกแบบเว็บเพจที่ไหนกัน ลูกค้าบอก...คุณก็จ้างเว็บดีไซน์เนอร์สิ
แถมโปรแกรมเมอร์สักคน จะเป็นประจำหรือฟรีแลนซ์ก็ได้ ถ้าเป็นฟรีแลนซ์
พอจบงานก็จบกัน จ่ายกันเป็นจ๊อบๆไป ทำไปทำมา...บริษัท dp-studio จำกัด
ก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทไม้จิ้มฟันยันเรือรบจำกัด ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ขัดกับที่เขาว่า
"อันความรู้ รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"
เพราะเราทำอะไรหลากหลายเหลือเกิน เลยต้องมานั่งย้อนถามตัวเองว่าทำไมคนชอบเอาอะไรต่อมิอะไรมาให้เราทำหนอ
จะว่าเราเก่งที่สุดก็คงไม่ใช่ เพราะคนเก่งกว่าเรามีเยอะมาก ขนาดเราไม่ได้จะเปิดโรงเรียนสอนคอมฯ
สอนดีไซน์ก็ยังมีคนมาขอร้องให้เปิด เพราะอยากเรียนกับเรา ทั้งที่ตอนแรกเราก็ไม่ได้มีความคิดจะเปิดสอนเป็นอาชีพ
จนทุกวันนี้กลายเป็น dp-studio training แถมขึ้นมาอีกส่วน ก็ได้คำตอบว่าเพราะ...
| |
1. เราสวย
ha ha เรารู้จักคนเยอะ เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เฉพาะในแวดวงคนทำดีไซน์
โลกนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ต้องการเรา (ถ้าไม่เข้าใจลองย้อนไปอ่านทฤษฎีซูเปอร์แมน)
|
| |
2. เราชอบฟังมากกว่าพูด
เวลาลูกค้ามาหา แทนที่เราจะบอกเขาว่า คุณน่าจะเหมาะกับอะไร เราขี้เกียจพูด
แต่เราปล่อยให้ลูกค้าพูดมาจนหมดเลย ว่าเขาต้องการอะไร ทำให้เขารู้สึกมั่นใจว่าเราใส่ใจเขา
ยินดีรับฟังความต้องการของเขา และพร้อมจะตอบสนองเขา เราต้องไม่ตัดสินเขาด้วยอคติของเรา
เคารพและเข้าใจความแตกต่างของเขา
|
| |
3. เรามีความพร้อมในเรื่องระบบ
ที่ว่าพร้อมนี้ไม่ใช่ว่าเราเตรียมทุกอย่างเอาไว้รอรับเขาตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน
ไม่ใช่
แต่เรามีระบบที่ดีให้เขาเห็นว่าเราสามารถรองรับงานอื่นๆได้ เรามีระเบียบแบบแผน
และรูปแบบการทำงานที่สามารถอธิบายได้เป็นรูปธรรม มีเครือข่ายคนที่เราจะส่งต่องานได้แน่นอน
มีฐานการคิดค่าบริการเป็นระบบ ลูกค้ามั่นใจว่าเราไม่ได้มั่วราคามาเขกเขา
มีกระบวนการทำงานที่สามารถแจกแจงออกมาให้เขาเห็นเป็นแผนผังหรือลายลักษณ์อักษรได้แน่นอน
|
| |
4. เรามีเครดิต
มีความซื่อสัตย์ ตรงเวลา อะไรทำได้ก็บอกทำได้ อะไรทำไม่ได้ก็บอกทำไม่ได้
อย่าไปทำหน้าใหญ่หรือพูดเอาเท่ไว้ก่อน อะไรรู้ก็บอกรู้ อะไรไม่รู้ก็บอกไม่รู้
เพราะอะไรที่ไม่รู้เราไปศึกษาได้ ไม่ต้องกลัวหน้าแตก ที่สำคัญเราต้องไม่ทำตัวเป็นอาร์ตติสท์
ทำงานได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ อย่างนั้นไม่ใช่อาร์ตติสท์ตัวจริงหรอก
เขาเรียกมือสมัครเล่น มืออาชีพต้องเชื่อถือได้ และไม่ให้อารมณ์มาเป็นตัวทำลายงาน
ความเจ๋งความเป็นอาร์ตติสท์ก็ควรจะมี แต่อยู่ในสมอง ไม่ใช่อยู่ที่พฤติกรรม
หรือการแสดงออก หรือการแต่งตัว
|
| |
5. การตีราคาค่าบริการของตัวเองให้เหมาะสมกับงานที่ทำลงไป
ต้องมีความเข้าใจในวงจรธุรกิจเป็นอย่างดี เพราะการทำงานออกแบบไม่ใช่งานขายสินค้า
แต่เป็นงานบริการ งานบริการนี้นอกจากจะมีชิ้นงานส่งเป็นชิ้นเป็นอันให้จับต้องได้แล้ว
ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่มองไม่เห็นคือค่าแรง ค่าเวลา ค่าความคิด
และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มาประกอบกัน นักออกแบบส่วนมากไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเจ้าของ
ส่วนใหญ่จะเจ็บหนักกับเรื่องเงินๆทองๆ ทำให้บริษัทเจ๊ง เพราะโดนโกง
หรือเพราะลูกค้าไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจในราคา หรือมูลค่าของงาน
ที่แย่ไปกว่านั้น คือตัวนักออกแบบเองก็ไม่เข้าใจการคิดและนำเสนอมูลค่างานที่เป็นระบบให้ลูกค้าได้เข้าใจ
(เพราะตัวเองก็ไม่เข้าใจด้วย) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อส่งงานไปแล้ว
จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว งานจบแล้ว แต่อีกอาทิตย์หนึ่งลูกค้าโทรมาขอปรึกษาเพิ่มเติมอีกครึ่งวัน
เสียน้ำลาย เสียแรงงาน เสียความคิดไปหกชั่วโมง ซึ่งเป็นการทำงานบริการ
มีมูลค่าการลงทุนแน่นอน เช่นถ้าจ้างดีไซน์เนอร์ 1 คน เงินเดือน
2 หมื่น เดือนหนึ่งทำงาน 20 วัน แสดงว่าค่าแรง 1 วัน คือ 1 พันบาท
ถ้าต้องเสียเวลาคุยครึ่งวัน แสดงว่าบริษัทต้องลงทุนเป็นค่าแรงอย่างต่ำสำหรับเวลาครึ่งวันที่เสียไปของดีไซน์เนอร์คนนั้น
500 บาท เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่นักออกแบบมักมองไม่เห็น
และทำให้ไม่ได้รับค่าจ้างที่สมเหตุสมผลในส่วนนั้น
|
| |
|
การทำงานออกแบบนี้แม้ว่าจะเป็นความสุข
เป็นความภาคภูมิใจ แต่ถ้าทำแล้วเจ๊ง ก็เสียหาย และเสียกำลังใจ เวลาทำงานแล้วโดนเบี้ยว
ก็ทำให้เครียด ทำให้ทุกข์ เวลาทุกข์ ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด แล้วลองคิดดูเองก็แล้วกัน
ว่านักออกแบบที่สูญเสียความคิดสร้างสรรค์ไปนั้น มันก็เหมือนเกษตรกรที่ไม่มีเมล็ดพืชจะหว่านปลูกดีๆนี่เอง
แสดงว่าความเสียหายไม่ได้อยู่แค่ค่าเวลาที่เสียไปเท่านั้น ยังส่งผลถึงต้นทุนที่เสียไปเพราะต่อมความคิดอุดตัน
ไม่มีใครมารับผิดชอบ บางทีเครียดจนปวดหัวต้องเข้าโรงพยาบาล ลูกค้าก็ไม่ได้มาจ่ายค่าเสียหายตรงนี้ให้สักหน่อย
การคิดมูลค่าแรงงานของตัวเองจึงต้องคำนวณให้ดี คำนวณให้ครบถ้วน และทำเป็นเอกสารให้ชัดเจน
อย่าทำตัวเป็นอาร์ตติสท์ ศิลปินไส้แห้ง เพราะมันจะนำไปสู่ภาวะที่ไม่สร้างสรรค์ในอนาคต
สำหรับนักศึกษาก็เหมือนกัน การเรียนวิชาออกแบบ ถึงจะไม่ได้ค่าจ้าง
แต่ก็ต้องหัดคำนวณให้เป็นว่า การทำงานชิ้นหนึ่งๆ มันต้องใช้แรงใช้เวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม
ไม่ใช่ว่าทุ่มไปหมดทั้งชีวิต ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ไม่ได้คุยกับพ่อแม่
ไม่ได้เรียนวิชาอื่นๆ เพราะชีวิตก็มีทุนและกำไรของมันเหมือนกัน การลงทุนลงแรงกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปจนทำให้เรื่องอื่นๆเสียสมดุล
ก็เป็นการขาดทุนชีวิตไปนั่นแหละ
|
สำหรับเรื่องเงินๆทองๆ...ที่ออฟฟิศอาจารย์กุ้ง
ถือคติอย่างนี้ ใครจะเอาไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ คือ
"
คนเขาจะว่าเราเค็ม...ไม่เป็นไร
แต่อย่าให้ใครเขาว่าได้ ว่าเราโกง"
|
ก็หวังว่าคงจะได้อะไรไปบ้างนะคะ
ทนอ่านกันมาซะยาวเหยียดขนาดนี้ เรื่องทั้งหมดที่เขียน มาจากประสบการณ์ตัวเองเสียส่วนใหญ่
อาจจะไปตรงกับประสบการณ์ของใคร หรือขัดแย้งกับใครก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละท่านนะคะ
อาจจะไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ 100 % ที่ ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ก็น่าจะไปประยุกต์ใช้กันได้ในบางส่วน
บรรยากาศตอนบรรยายในงานก็ OK ค่ะ แต่เมื่อได้รวบรวมมาเป็นลายลักษณ์อักษร
ก็ได้ความครบถ้วนดี ถ้าใครอ่านแล้วมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์อย่างไรก็เขียนมาคุยกันนะคะ
ที่ editor@yes-wedo.com
ขอบคุณค่ะ
|