| |
State
of the Art - CG Obsession
เรื่องน่ารู้สำหรับคนสนใจ ART & CG |
|
|
|
MULTIDISCIPLINARY
Go with the FLOW |
ตีพิมพ์ครั้งแรก
นิตยสารเมนูคอม ฉบับที่ 19 fab 2003 |
|
สวัสดีปีใหม่ค่ะเพื่อนๆชาวเมนูคอม หลังจากกรี๊ดสลบกันไปแล้ว
กับโฉมใหม่เก๋ไก๋ของหนังสือ menu ฉบับปฏิวัติ หลายคนคงจะเกิดอาการคันหัวใจ
สงสัยว่าคอลัมน์ Art by Art ของอาจารย์กุ้ง หลุดมาลงเล่มนี้ได้ไง
พี่บก.ไปขุดมาจากไหน เพราะมีเสียงกระซิบดังๆมาทางอีเมล์ว่าเขียนได้อารมณ์ง่วงดีแท้
ใช้แทนยานอนหลับได้สบาย คอลัมน์อื่นเค้าเขียนกันแบบ "กันเอ๊ง
กันเอง" มีแต่วิชาศิลปะของยัยอาจารย์เนี่ย มาเต๊ะทำท่าขึงขังสะเหร่ออยู่เจ้าเดียว
ดูจากรูปคนเขียนก็ยังเด๊ก..เด็ก ทำไมเขียนอะไรออกมาแก๊
แก่
อิฉันก็เลยต้องปรับตัวเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับทิศทางลม เอาเป็นว่าต่อไปจะคุยกันแบบสบายๆค่ะ
|
 |
|
| |
ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ (เล่มก่อน
ลืมค่ะ)
แต่ไม่รู้จะบอกว่าตัวเองเป็นอะไรดี เพราะอิฉันทำมาหากินหลายประเภทเสียจนกรอกอาชีพตัวเองไม่ค่อยจะถูก
คงต้องกากบาทในช่อง "รับจ้างทั่วไป" เพราะอาชีพด้านการออกแบบและงานศิลปะในปัจจุบัน
มันค่อนข้างจะไหลมาปนๆรวมกัน เริ่มตั้งแต่จบมาเป็นสถาปนิกออกแบบอาคาร
แล้วมีคนมาจ้างให้ช่วยออกแบบตกแต่งภายใน บางคนจะแต่งงานก็มาให้ออกแบบการ์ด
คนมีโรงงานมาให้ออกแบบกราฟฟิค-บรรจุภัณฑ์ คนมีกิจการต่างๆก็ให้ช่วยออกแบบเว็บไซต์
คนทำโฆษณาก็มาใช้ให้ทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ทำภาพสามมิติภาพเคลื่อนไหว
แล้วลามปามไปที่งานตัดต่อ และงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันไปเป็นลูกโซ่ค่ะ
แล้วพอมีคนมาตามไปสอนหนังสือ ก็เลยตั้งตัวเป็นอาจารย์มันเสียเลยค่ะ
ทำมาหากินเหนื่อยๆ ว่าจะพักมาทำงานอดิเรกเขียนหนังสือนิยงนิยายประโลมโลกแก้กลุ้ม
ก็มีคนมาให้ช่วยเขียนคอลัมน์ลงนิตยสาร ลากมาจนได้เขียนเรื่องสั้นรวมเล่มขาย
จากการเขียนเพื่อพักผ่อนสมองก็กลายเป็นงานเขียนอาชีพไปโดยไม่เจตนา
พอมาเขียนหนังสือเป็นอาชีพเสริม อิฉันเลยหางานอดิเรกใหม่ๆทำแทน ไม่งั้นทำแต่งาน
งาน งานจะไม่ได้พักผ่อนสมอง เดี๋ยวจะบ้ากันพอดี ก็หันมาวาดภาพค่ะ ทั้งลายเส้น
สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีน้ำมัน เบื่อๆขึ้นมาก็วาดกับคอมพิวเตอร์บ้าง หรือเอาคอมพิวเตอร์กับวาดมือบ้าง
ผสมผสานกัน สนุกดีค่ะ สบายใจดีด้วย แต่ไม่นานค่ะ โรคเก่ากำเริบ
พอมีคนมาเห็นงานวาดรูป เขาขอให้ช่วยวาดภาพประกอบหนังสือ อิฉันก็บ้าจี้เอาด้วยค่ะ
แหม
เขาไม่ได้ให้ทำฟรีๆนี่คะ (เงินค่ะ
เงิน) ทำไปทำมามันกลายเป็นอาชีพใหม่อีกแล้ว
ตามมาด้วยงานออกแบบปกหนังสือ ทำรูปเล่ม ทำเว็บไซต์ให้สำนักพิมพ์ ทำโฆษณา
เขียนก๊อปปี้ ฯลฯ
ตอนหลังชักเครียดกับงานวาดภาพ งานหนังสือ-สิ่งพิมพ์ เปลี่ยนมาถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกค่ะ
ถ่ายไปถ่ายมาชักสนุก เพราะส่วนใหญ่เป็นภาพดิจิตอลทั้งนั้น เลยโหลดออกมาทำเป็นเว็บไซต์สมุดภาพ
ให้เพื่อนฝูงเข้ามาชมกันได้ง่ายๆ ตามประสาคนขี้โม้ขี้อวดแหละค่ะ ทำงานแล้วเราก็อยากให้มีคนมาดูจริงไหมคะ
เคยมีคนมาชักชวนให้ไปถ่ายภาพโดยเอาเงินมาล่อเหมือนกัน แต่คราวนี้อิฉันไม่หลงลมอีกแล้วค่ะ
เพราะคิดว่าคนเราควรจะมีอะไรส่วนตัว ซึ่งทำแล้วไม่เกี่ยวกับงานหรือธุรกิจบ้าง
ไม่งั้นเราจะไม่เหลืองานอดิเรกสักอย่างเดียว |
| |
|

|
คนไม่มีงานอดิเรกนี่ไม่ดีค่ะ ชีวิตมันแน่นหนักเคร่งเครียด
ไม่โสภาเอาเสียเลย อิฉันเลยมาทบทวนตัวเอง ก็ตั้งสมมุติฐานว่าคงเป็นเพราะความงกแน่ๆ
ทำให้อิฉันต้องสูญเสียงานอดิเรกไปทีละอย่างสองอย่าง แต่พอมาคิดแบบเป็นเรื่องเป็นราวแล้วมันไม่ใช่เลยค่ะ
สาเหตุมันไม่ได้มาจากความเห็นแก่เงินของอิฉันสักหน่อย มันมาจากธรรมชาติการลื่นไหลของสื่อที่ใช้ในการทำงานออกแบบและศิลปะในปัจจุบันนี้ต่างหาก
สมัยนี้นะคะ รูปแบบการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการทางศิลปะของคนมีความหลากหลาย
เกือบจะเรียกได้ว่าไร้ขอบเขตทีเดียว เพราะความง่ายของเทคโนโลยี
เครื่องมือในการสร้างงาน เก็บงาน และเผยแพร่งาน เป็นเพียงเรื่องง่าย
ใครๆก็สามารถทำได้ ในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงประเด็นการเปรียบเทียบคุณภาพนะคะ
เพราะคุณภาพงานขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ ความรู้และประสบการณ์ แต่เมื่อมองตรงความสามารถและความเป็นไปได้ในการสร้างงานของคนรุ่นใหม่
จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกสบาย ครบวงจร โดยไม่ต้องฝ่าฟันปีนเขาข้ามห้วยเหมือนในสมัยก่อน
|
|
ลองคิดดูสิคะ สมมุติว่าคุณชอบวาดภาพ ชอบเขียนหนังสือ
ชอบแต่งกลอน เป็นเรื่องหมูมาก หากคุณจะมีผลงานเผยแพร่ออกมาเป็นหนังสือทำมือเก๋ๆสักเล่ม
หรือเว็บไซต์รวบรวมผลงานของตัวเอง ทำเว็บเสร็จ มีบริการโปรโมทเว็บช่วยให้ผลงานของคุณได้เป็นที่รู้จักในระยะเวลาสั้นๆ
เมื่องานของคุณมีคนเห็นมากๆเข้า โอกาสที่ผลงานจะเข้าตากรรมการ หรือโดนใจใครสักคนก็ย่อมจะมากขึ้นกว่าในยุคก่อนๆเป็นเงาตามตัว
ก็โลกนี้มันมีคนอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะนี่คะ ถ้าลองได้ปล่อยออกไปกว้างๆ
ถึงจะไม่ถูกใจคนทุกคน แต่วันหนึ่งก็ต้องมีคนใจตรงกับเราบ้างแหละน่า จริงมั้ยคะ
แล้วเมื่อนั้นล่ะค่ะ "วันเกิด" ของคุณก็จะมาถึง
พอคุณได้เกิด
.. รอบนี้ไม่ต้องเป่าเทียนร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู้ยู
ก็สุขสันต์ได้หายห่วงค่ะ
การผสมข้ามสายพันธุ์ของสื่อในงานออกแบบและศิลปะนี่นะคะ ถ้าจะมองว่าเป็นแค่เรื่องของเทคนิคก็ใช่
แต่ถ้าจะมองในแง่วิวัฒนาการทางรูปแบบของศิลปะก็น่าคิด ชวนให้ตื่นเต้นขนลุกอยู่เหมือนกันค่ะ
ก็ลองนึกภาพดูสิคะ แต่ก่อนคนเรา
คนไหนจัดว่าพอจะมี "หัวศิลป์ "
ชาวบ้านจะทำนายอนาคตของพ่อคนนี้หรือแม่คนนี้ได้ง่ายๆ ถ้าไม่กลายเป็นคนเขียนรูป
ก็คงต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับวาดๆเขียนๆ หรือถ้าคนชอบแต่งเพลงร้องเพลง
ก็คงต้องไปทำงานด้านดนตรี แต่พอเทคโนโลยีมันผสมพันธุ์สื่อให้กลายพันธุ์
แถมยังส่ง คอมพิวเตอร์ แสกนเนอร์ พรินท์เตอร์ กล้องดิจิตอล อินเตอร์เน็ต
เครื่องอัดเสียง ซาวด์แมชชีน เครื่องดนตรีดิจิตอล ฯลฯ ให้เป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้าน
คนชอบวาดรูปก็อาจจะนึกสนุกอยากจัด Art Exhibition บนอินเตอร์เน็ตขึ้นมา
แถมพอเปิดเว็บดูมีหนังสั้น มีเอฟเฟค พร้อมเสียงเพลงประกอบ มีสัมภาษณ์ศิลปินเป็นคลิปสั้นๆให้ชม-ฟังกันได้
แล้วถ้าคนมีหัวสร้างสรรค์ เจอกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้การแต่งเพลงเป็นเรื่องง่ายๆ
อาจจะร่วมมือกันให้เกิดเป็นเสียงดนตรีรูปแบบใหม่ๆขึ้น อย่างที่เขาเรียก
"Bedroom Studio" หรือ "Bedroom Production" มีเครื่องช่วยให้คนเอาเพลงนั้นเพลงนี้มามิกซ์ผสมกันได้ง่ายๆ
จนคนทำกลายเป็นดีเจมิกซ์ จากมือสมัครเล่นบางคนกลายเป็นมืออาชีพ คนไหนมั่นใจว่าเจ๋งจริง
อาจจะบันทึกลงซีดีส่งไปประกวดประขัน บางทีเปิดเป็นเว็บไซต์ให้คนได้เข้ามาชม-ฟัง
โชคดีมีแมวมองมาเห็นเข้า ก็เลยได้ "เกิด" กันไปตามระเบียบ
อย่างตอนบริษัทของอิฉันเปิดรับสมัครงาน ก็มีโอกาสเจอ "ทีเด็ด"
มากมาย จดหมายสมัครงานเดี๋ยวนี้ไม่มาแบบธรรมดาๆอย่างแต่ก่อนนะคะ สมัยนู้นต้องมีประวัติผู้สมัครพิมพ์เรียงยาวไล่วันเดือนปีเกิดตามด้วยภูมิหลังการศึกษาคุณงามความดียาวเหยียดจนขี้เกียจอ่าน
แล้วยังมีสมุดรวบรวมผลงานเล่มหนาๆให้ดูต่อ เดี๋ยวนี้เขามาเป็นซีดีแผ่นเดียว
เปิดมา "เด้ง" มากค่ะ เจออะไรที่เด็ดสะแด่วคาดไม่ถึงสารพัดรูปแบบ
บางคนก็ส่งลิงค์เว็บไซต์มาให้ เราก็แค่เปิดเข้าไปเราก็แค่เปิดเข้าไปพิจารณาได้ง่ายๆแสนสบาย
ได้รู้จักตัวเขาและผลงานของเขาไปพร้อมๆกัน |
 |
ผลงานของบางคนที่ได้เจอ ทำให้เราทึ่งมากในอัจริยภาพไร้ขีดจำกัดในการสร้างสรรค์ของเจ้าของงาน
แถมยังทึ่งกับข้อเท็จจริงใหม่ๆ คน"หัวศิลป์" สมัยนี้ไม่ได้หมายถึงคนนั่งระบายสีวาดรูป
หมกมุ่นเงียบๆอยู่ในมุมสงบส่วนตัว ไม่รู้จักโลกด้านอื่น ไม่สนใจเทคโนโลยี
หลีกหนีกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ แต่กลายเป็นศิลปินพันธุ์ใหม่ที่รอบรู้
และรู้รอบ บางทีมาคิดว่าผลงานประเภทที่เขาส่งมาให้เราสัมผัส ควรจะตั้งชื่อเรียกว่าเป็นงานศิลปะประเภทไหนดี
ตัวเราเองยังนึกไม่ออก จะจัดว่าเป็นหนัง เป็นเพลง เป็นรูปภาพ หรือเป็นเว็บอย่างเดียวก็ไม่เชิง
คงต้องเรียกรวมๆว่าศิลปะสื่อผสมไปพลางๆ จนกว่าจะนานพอให้เกิดยุคใหม่ที่แตกต่างและสามารถมองย้อนมาเห็นภาพรวมของยุคนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ภาวะของการสร้างสรรค์ศิลปะและงานออกแบบ
ประเภทหนึ่งคนทำได้ทุกอย่าง ที่กำลังเกิดอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่จะใหม่ถอดด้ามเสียทีเดียวนะคะ
เขามีคำเรียกมาตั้งนมนานแล้วเหมือนกัน ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น
"Multidisciplinary" มองย้อนยุคไปได้ไกลถึงยุคประวัติศาสตร์ของโลก
ศิลปินดังๆไมเคิล แองเเจโล หรือ ลีโอนาร์โด ดาวินจิ ก็ล้วนแต่เป็นคนที่ต้องทำอะไรสารพัดเช่นเดียวกัน
ขนาดสมัยโน้นเครื่องไม้เครื่องมือคงไม่สะดวกเพียบอย่างสมัยนี้
ศิลปินเหล่านั้นไม่เพียงแต่วาดเขียน ปั้น แกะสลัก แต่ยังศึกษาค้นคว้าในเชิงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และการคำนวณทางเรขาคณิตต่างๆ อีกทั้งยังเป็นนักออกแบบอีกด้วย
ทั้งนี้เป็นเพราะในความต้องการใช้สอยที่ต้องการหลายสิ่งมาประกอบกัน
คนสร้างสรรค์จึงต้องพยายามเรียนรู้อะไรให้กว้างๆ เพื่อรับมือกับผู้ว่าจ้างได้ทันควัน
อย่างเช่น เมื่อออกแบบโรงละครก็ต้องศึกษาเรื่องการแสดง มุมมอง
แสง การตกแต่งประดับประดา พฤติกรรมของผู้แสดงและคนดู ธรรมชาติความพึงพอใจของมนุษย์ซึ่งรับด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า
การศึกษาภาพรวมเพื่อรู้อะไรให้ครบ เป็นความรับผิดชอบเบื้องต้นของผู้ออกแบบ
แต่ขณะเดียวกันก็เป็นฐานให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น-ยึดมั่นถือมั่นในตัวศิลปินผู้ออกแบบ
ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจ อยากให้ช่วยเหลือในงานอื่นๆต่อไปอีก
ชนิดหลับหูหลับตาไม่สนใจเลยว่าเขาจะถนัดหรือ "ทำเป็น"
มากน้อยแค่ไหน กดดันให้ผู้ออกแบบต้องขวนขวาย หาความรู้เพิ่มเติมไปโดยปริยาย
เพื่อรักษาเกียรติภูมิความเชื่อถือ ที่ลูกค้าสวมมงกุฎให้ก่อน ด้วยความซูฮกแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
หรืออาจจะเป็นเพราะความบ้ายอของศิลปินเองก็ไม่ทราบ อิฉันก็ไม่ได้มีโอกาสถาม
เกิดช้าไปนิด
การทำอะไรหลายๆอย่างของศิลปินนักออกแบบสมัยก่อน
ถึงแม้จะหลากหลาย แต่ลักษณะการสร้างงานก็ยังคงรูปแบบเฉพาะในแต่ละประเภทของงาน
การไหลมารวมกันของรูปแบบยังไม่ปรากฏชัดการไหลมารวมกันของรูปแบบยังไม่ปรากฏชัดอย่างในปัจจุบัน
รูปแบบของงานจึงไม่มีการผสมผสานกลายพันธุ์จนออกมาเป็น "พันธุ์ผสม"
มากอย่างในปัจจุบัน
งานศิลปะกลายพันธุ์นี้ ไม่ได้มีแต่งานประเภทที่ใช้สื่อภาพและเสียงเท่านั้น
ขนาดงานศิลปะชนิดนิ่งๆ แบบดั้งเดิมสุดๆ อย่างหนังสือนิตยสาร ยังมีความเปลี่ยนแปลงอันสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการของสื่อใหม่ๆให้เห็น
เช่นนิตยสารขายพร้อมซีดี ตั้งชื่อเท่ "ดิสกาซีน" หรือนวนิยายบางเล่ม
ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่อง "ชิตแตก" ของคุณปราบดา หยุ่น
นักเขียนซีไรต์คนล่าสุดของไทย จากหนังสือรวมเรื่องสั้น"ความน่าจะเป็น"
หลังจากได้รางวัลเกียรติยศจากเรื่องสั้นแล้ว คุณปราบดาก็ออกหนังสือนวนิยายอิงอนาคตเล่มนี้ตามมา
เป็นหนังสือขายพร้อมซีดีเพลงประกอบ ว่ากันว่าถ้าใครอ่านนิยายเล่มนี้แล้ว
ยังไม่ได้ฟังเพลงประกอบ ถือว่าการเสพศิลปะชิ้นนี้ยังไม่สมบูรณ์
เล่าให้ฟังเฉยๆไม่ได้ค่าโฆษณา
|
|
|
| |
เห็นไหมคะ ว่าความเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบของศิลปะมีความผิดแผกไปจากเดิมขนาดไหน
โดยเฉพาะคนทำงานเขียนบางคน
อย่างคุณปราบดาเนี่ย (ขออนุญาตยกตัวอย่างอีกที)
ไม่ได้สามารถแค่เขียนหนังสือเท่านั้น แกเป็นทั้งกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ แถมยังแปลงรูปพลังสร้างสรรค์ของแกไปทำงานศิลปะในรูปแบบอื่นๆได้อีกสารพัด
ส่วนใครจะชอบ-ไม่ชอบงานแบบนี้ ก็แล้วแต่รสนิยม คงไม่ขอใช้พื้นที่สำหรับการวิจารณ์
เดี๋ยวคนอ่านเมนูจะมึนๆ ว่ากำลังอ่านหนังสืออะไรกันแน่ เพราะมันไหลไปเรื่อยๆ
จากโม้เรื่องส่วนตัวของคนเขียน มาสู่เรื่องงานอดิเรก ต่อเรื่องนั้นไปเรื่องนี้เรื่องโน้น
จับพลัดจับผลู eท่าไหนไม่ทราบ กลายมาเป็นพูดเรื่องนักเขียนได้ไม่รู้ตัว
งง
แต่ไหนๆก็ถลำมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ขอชี้ประเด็นศิลปะและการออกแบบที่เห็นตำตากันอีกนิด
อยากให้ลองสังเกตสื่อรอบๆตัว จะพบว่าทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์
วิทยุ ทุกๆสื่อในสมัยนี้ล้วนมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรงหนึ่งนอกเหนือจากสื่อหลัก
ไม่ต้องมองอื่นไกล ขนาดนิตยสารเมนูคอมมีผู้อ่านท่วมท้นถล่มทลายตั้งครึ่งค่อนประเทศ
ยังอุตส่าห์มีเว็บไซต์ไว้กวาดเก็บแฟนๆทางอินเตอร์เน็ตด้วยเลย
การนำเสนอข้อมูลเดียวกันด้วยสื่อต่างประเภทกัน นอกจากจะต้องต่อสู้กับปัญหาข้อจำกัดของสื่อต่างประเภทกันแล้ว
ยังต้องพยายามคุมรูปแบบและลักษณะ (identity) ของตัวเองที่ปรากฏออกมาในสื่อต่างชนิด
ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อไม่ให้ผู้รับสื่อเกิดความสับสนในตัวตนภาพลักษณ์
จนเกิดผลเสียต่อการจดจำ (recognition) ดังนั้นการออกแบบภาพลักษณ์ที่ปรากฏจึงต้องมีคุณสมบัติที่หลากหลาย
สามารถนำไปแสดงได้ในหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเบาะๆ เช่น การออกแบบตราสัญลักษณ์
(LOGO) จะต้องคำนึงถึงว่าจะต้องใช้ได้ตั้งแต่ป้าย ตรายาง นามบัตร หัวกระดาษ
โลโก้แอนิเมชั่นสำหรับออกทีวี แสดงบนหน้าเว็บไซต์ หรือทำเป็นซีดีพรีเซนเทชั่น
ซึ่งผลักดันให้เกิดความต้องการใหม่ๆขึ้นในส่วนผู้ออกแบบ จากที่เจ้าของบริษัทเคยคิดว่าจะไปจ้างอาตี๋ร้านตัดสติ๊กเกอร์หน้าปากซอยช่วยออกแบบโลโก้
แค่ไว้ทำสติ๊กเกอร์ป้ายหน้าร้าน ทำหัวจดหมาย นามบัตร ใบเสร็จบริษัท ก็ต้องฉุกคิดขึ้นมาใหม่แล้วว่าจะต่อไปคงต้องหาเจ้าที่ช่วยทำ
Logo Animation บนเว็บได้ด้วย หรือต่อไปอาจต้องจ้างคนแต่งเพลงประจำบริษัทเอาไว้เปิดเวลาเปิดหน้าเว็บ
(ถ้าถึงตอนนั้น เว็บบริษัทอื่นเขามีกันหมดแล้วเป็นมาตรฐานใหม่
เว็บเราจะไม่มีก็ไม่ได้
OH My GoD!)
รูปแบบความต้องการที่ลื่นไหลไปเรื่อยๆตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสื่อในงานศิลปะและการออกแบบ
จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของศิลปินและนักออกแบบตามมา เพราะต้องปรับตัวรับกับความต้องการของเจ้าของงาน
หรือตามลักษณะการผสมผสานของสื่อและเทคโนโลยีรอบตัว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจรุมเร้า
นักออกแบบในทุกสาขาจำเป็นต้องหาวิธีอยู่ให้รอด โอกาสจะเลือกทำงานให้ตรงเฉพาะทางที่เรียนมาแต่เพียงอย่างเดียว
หรือเฝ้าแต่ทำงานในแบบเก่าๆตามถนัดโดยไม่ลืมตามองสิ่งต่างๆรอบตัว คงเป็นเรื่องยากกว่าเดิม
เราจึงได้ยินบ่อยๆเวลาถามอาชีพคนสมัยนี้ เขาจะตอบยาวมาก หรือบางทีก็อ้ำๆอึ้งๆ
คิดนานกว่าจะตอบ เพราะเขาจำต้องกลายพันธุ์เป็นศิลปินนักออกแบบที่ทำได้หมดทุกอย่างไปแล้ว
(ดีไม่ดีค่อยว่ากัน) ถ้าเปรียบเป็นสัตว์ก็เหมือนกับนกอะไรสักตัวที่เดินบนดินได้
บินได้ ว่ายน้ำได้ ขี่มอเตอร์ไซค์ได้ ขับเครื่องบินได้ พายเรือเป็น
เรียกว่าเป็น
Mutant Artist คล้ายๆพวก Mutant Turtle Ninja (ก็คือนินจาเต่า) เพราะพวกนินจาเต่าเขาก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตซึ่งปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสภาวะแวดล้อมใหม่ๆเหมือนกัน
โอ๊ะ
โอ เขียนมาเขียนไปทำไมไหลมาจบตรง"นินจาเต่า" ได้ละเนี่ย
เห็นไหมคะยุคนี้ บทมันจะไหลเสียอย่าง อะไรๆมันพากัน "ไหล"
ถึงกันไปได้หมด ใครอยากเคลื่อนที่สบายๆก็ทำตัวเหลวรอไว้ได้ แต่ขออย่าทำตัว
"เหลวไหล" ก็แล้วกันนะคะ
 |
|
|
|