Short Story
มายาต่างแดน
Tue, 17 Aug 2010 10:15:57 +0700
หลังจากที่เจอกับปีเตอร์ได้เพียงปีกว่าๆ ตังค์และปีเตอร์ต่างได้ใช้เวลาเรียนรู้พิสูจน์รักแท้ที่มีให้กันและกัน ก่อนที่ทั้งสองจะตกลงปลงใจแต่งงานกันที่เมืองไทย โดยมีแม่และพ่อของปีเตอร์บินมาร่วมงานแต่งด้วย พี่ชายและพี่สาวของเธอดูมีความสุขมากๆ ในงานแต่งของน้องสาวคนเล็ก แต่พวกเขาทั้งหลายก็อดที่จะเป็นห่วงน้องสาวคนนี้ไม่ได้ เพราะคู่ชีวิตของเธอไม่ใช่ชายไทย คงจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องปรับตัวเข้าหากันให้ได้มากที่สุด
หลังจากเธอและเขาแต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียว ตังค์ก็ต้องย้ายมาอยู่ต่างแดนกับปีเตอร์ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เธอจึงจำเป็นต้องทิ้งงาน เพื่อน และครอบครัวที่เมืองไทย เพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่หลายๆ คนอยากมาสัมผัส เธอก็คงไม่ต่างกับคนไทยอีกหลายๆ คนที่อยากมีชีวิตครอบครัวที่ดีและอบอุ่น การเข้าใจและการเสียสละคือปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะครองชีวิตคู่ให้อยู่ยืนยาวได้ ปีเตอร์นั้นยังต้องเรียนหนังสืออยู่ และก็เป็นอาจารย์สอนพาร์ทไทม์ให้กับมหาวิทยาลัยที่นี่ด้วย สิ่งต่างๆ ที่เธอและเขาต่างช่วยเหลือกันนั้นก็เพื่อเพียงหวังว่า สักวันหนึ่งอะไรๆ หลายอย่างคงจะดีขึ้น ส่วนเธอนั้นก็ต้องไปเรียนภาษาเพิ่มเติมความรู้อีก หลังจากที่เธอเรียนจบคอร์สภาษามาร่วมหลายเดือน เธอก็มีความคิดที่อยากทำงานเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่นี่ให้มากขึ้น
ดังนั้นตังค์จึงตัดสินใจที่จะหยุดเรียนไปสักพัก เพื่อช่วยปีเตอร์ทำงานพยุงฐานะทางครอบครัวเอาไว้ให้ดีที่สุด ปีเตอร์กับเธอไม่เคยมีปัญหาด้านเงินเลย แต่เพียงเพราะว่าอยากจะสร้างฐานะให้ดีกว่าเก่า เธอจึงเลือกที่จะทำงานมากกว่าเรียนอย่างเดียว เพราะชีวิตที่อเมริกามีอิสระและโอกาสเยอะ หากวันข้างหน้าที่ปีเตอร์เรียนจบแล้ว เธอก็ตั้งใจไว้ว่าจะกลับไปเรียนอย่างเต็มที่ เธอจึงตัดสินใจทำงานเอาประสบการณ์ตรงนี้ไปก่อน
งานแรกที่ตังค์ทำนั้นก็เป็นงานร้านอาหารไทย ซึ่งได้รับการแนะนำจากเพื่อนคนไทยที่เรียน ESL Class ด้วยกัน แม้ว่าการตัดสินใจทำงานที่ร้านอาหารไทยในครั้งนี้ปีเตอร์จะไม่เห็นด้วยนัก แต่ด้วยความที่ปีเตอร์รักเธอมาก เขาจึงยอมให้เธอทำในสิ่งที่เธออยากจะทำเสมอ เพราะคิดว่าเธอคงจะมีความสุขและหายคิดถึงบ้านมากขึ้น ยิ่งเธอได้ใกล้ชิดพูดคุยกับคนไทยด้วยกัน ชีวิตของเธอก็คงจะหายเหงาไปบ้าง วันนั้นปีเตอร์ได้พาเธอไปสมัครทำงานที่ร้านอาหารไทยในเมืองที่เธออยู่ ร้านนี้มีชื่อว่า Tawan Thai เจ้าของร้านอาหารไทยนั้นมีอยู่สองคน ซึ่งร่วมเงินลงทุนเปิดร้านเมื่อสี่ปีก่อน แต่ในเมืองที่เธออยู่นั้นมีร้านอาหารไทยอยู่ประมาณสี่ร้าน ส่วนใหญ่ร้านแห่งนี้จะมีลูกค้าพลุกพล่านกว่าร้านอื่นๆ โดยเฉพาะมื้อกลางวัน เพราะร้านนี้มีการขายอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ด้วย
เจ้าของร้านทั้งสองรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้คนไทยมาร่วมงานด้วย ตังค์นั้นก็ดูมีความสุขไม่น้อยที่จะได้ร่วมงานกับคนไทย ที่สำคัญได้พูดภาษาไทยบ่อยๆ และเธอก็ได้เรียนรู้ชีวิตการทำงานที่ประเทศอเมริกาอย่างแท้จริงสักที เธออยากรู้ว่าระบบงานที่นี่กับเมืองไทยมันแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
แต่ประสบการณ์ที่ตังค์ได้รับจากร้านอาหารไทยนั้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เธอเสียน้ำตามากที่สุดในชีวิตของเธอ...เป็นความเจ็บปวดที่คนไทยด้วยกันมีให้กับเธอ แม้เธอจะทำงานที่ร้านอาหารไทยแค่ไม่กี่เดือน แต่สิ่งเหล่านี้ให้ข้อคิดกับเธอมาก และเธอก็ไม่เคยที่จะลืมเรื่องเหล่านี้ไปได้ เธอยังจำวันนั้นได้เสมอและคงจำมันจนวันตาย
ตัวเธอนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยบางคนถึงอยากมาอเมริกากันนัก ทั้งที่อเมริกาไม่ได้เลิศหรูเหมือนสวรรค์วิมานอะไรเลย ยิ่งในสายตาของคนไทยบางคนนั้น อเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาไปมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศนี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่ยังด้อยกว่าประเทศเรามาก การพัฒนาของประเทศเขานั้นมีแต่เทคโนโลยีก้าวไปไกล แต่ถ้ามาดูทางด้านจริยธรรมและสามัญสำนึกนั้นถือว่าเขายังด้อยกว่าประเทศเรามาก ชีวิตของคนที่นี่ไม่ค่อยจะมีความผูกพันกันสักเท่าไร บางคนมีลูกเป็นสิบๆ คน พอลูกๆ โตขึ้นต่างก็แยกย้ายไปมีครอบครัวกัน ส่วนมากแล้วไม่ค่อยจะกลับมาเยี่ยมบิดามารดาเลย จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังติดต่อสานสัมพันธ์กันมาโดยตลอด สังคมที่นี่ค่อนข้างเห็นแก่ตัวมาก ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นมีน้อยมาก แต่อเมริกันเขาก็มีดีอย่างตรงที่มีกฎหมายค่อนข้างเอาจริงเอาจังมากกว่าประเทศของเรา เธอได้เรียนรู้อะไรมากมายหลังจากที่ได้สัมผัสและร่วมงานกับคนไทย คนเอเชียที่นี่มักจะถูกมองเป็นคนต่างชาติเสมอ ไม่ว่าคุณจะเกิดที่นี่หรือที่อื่นก็ตาม หรือแม้แต่คนไทยด้วยกันก็ยังเหยียดกันเองเลย คนไทยที่ดีและรักกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นหายากมาก คนบางกลุ่มก็ยังมีการแบ่งชนชั้นแบ่งพรรคพวกกันอยู่เสมอ คนที่อยู่เมืองใหญ่ๆ ก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันไปจากคนที่อยู่ในเมืองเล็กๆ
คนไทยที่นี่มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป คนไทยที่มีการศึกษาดีๆ นั้นย่อมมีอัธยาศัยที่ดีกว่าคนธรรมดาๆ ผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับคนอเมริกันและไม่มีความรู้อะไรติดตัวมามากนัก เมื่อมาอยู่ประเทศนี้ก็หางานแสนยากลำบาก งานที่พวกเขาเหล่านี้ทำส่วนมากก็เป็นงานร้านอาหารคนไทยหรือร้านอาหารคนเอเชียเท่านั้น คนที่ขยันมากก็จะมีเงินเก็บมากและก็สามารถเปิดร้านของตัวเองได้เร็วที่สุด หลังจากนั้นก็สร้างฐานะให้ดีขึ้นจนเป็นที่เคารพนับหน้าถือตาในสังคมนั้นๆ ส่วนคนที่ไม่มีเงินเก็บก็ต้องอาศัยทำงานรับจ้างแบบนี้จนแก่จนเฒ่า แล้วก็รอกินเงินเกษียณจากรัฐบาลอย่างเดียว
การคบกับคนไทยที่นี่ก็มิใช่เรื่องง่ายมากนัก การที่คุณจะหาเพื่อนที่ดีและจริงใจสักคนนั้นหาไม่ง่ายเหมือนที่เมืองไทยเรา สังคมคนไทยที่นี่การนินทาอิจฉาเป็นสิ่งที่พบบ่อยมาก คนไทยบางคนเอือมระอากับสังคมแบบนี้ จึงมักไม่ค่อยสังคมกับคนไทยด้วยกัน คนไทยบางคนก็มักเหยียบคนไทยด้วยกันเองเพื่อเบ่งบารมี มีน้อยมากที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
จากประสบการณ์ที่ตังค์ได้รับจากคนไทยที่นี่ ทำให้เธอเข็ดขยาดที่จะคบกับคนไทยที่อเมริกาด้วยกัน ชีวิตของเธอมีเพื่อนรอบข้างเป็นคนต่างชาติและคนอเมริกันเท่านั้น คนไทยที่เธอยอมรับว่านิสัยดีและไม่ถือตัวนั้นก็มีไม่กี่คน ส่วนมากคนกลุ่มนี้จะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่มาศึกษาต่อที่นี่ คนกลุ่มนี้จะนิสัยดีและเป็นกันเองเสมอ แต่ก็อย่างว่า สังคมที่เขาเรียนกับสังคมการทำงานของเธอนั้นค่อนข้างที่จะต่างกัน การที่จะให้สนิทชิดเชื้อกันบ่อยๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป
คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่ตังค์ชอบและประทับใจมากที่สุดก็คือคนไทยในอินเตอร์เน็ต บางคนนั้นเธอไม่เคยเห็นหน้ากันเลย แต่พวกเขากลับดีกับเธออย่างมากมาย เธอมีโลกส่วนตัวในมุมหนึ่งที่คิดว่าหลายๆ คนในต่างประเทศก็คงมีเหมือนกับเธอ อินเตอร์เน็ตคือโลกไซเบอร์ใบหนึ่งที่เธอใช้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยด้วยกัน คนกลุ่มนี้เป็นมิตรที่ไม่เคยเห็นหน้า แต่ถ้าวันใดที่คุณมีข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ คนกลุ่มนี้ก็จะเข้ามาช่วยให้คำตอบและคำแนะนำที่ดีกับคุณเสมอ มีบ้างที่นิสัยไม่ค่อยจะดี แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น
หลังจากที่ตังค์อาศัยอยู่ที่ประเทศนี้แค่ปีกว่าๆ เธอก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากมายจากคนที่อยู่ที่นี่เป็นสิบๆ ปี เธอเคยมีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่เธอรู้จักที่ร้านขายของเอเชีย พี่คนนี้เขาแต่งงานกับสามีคนอเมริกันมาได้ 8 ปี และมาอยู่ที่นี่ได้หลายปีแล้ว “พี่แตง” คือคนไทยที่เธอพูดถึง นอกเหนือจากคนไทยที่เธอรู้จักในร้านอาหารไทยที่เธอเคยทำ
พี่แตงนั้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของเมืองไทย ประสบการณ์การทำงานของพี่แตงนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากพี่แตงเป็นลูกข้าราชการทำให้พี่แตงไม่ค่อยดิ้นรนที่จะทำงานอื่นๆ ซึ่งต่างกับตังค์ที่ต้องทำงานดิ้นรนเพื่อส่งตัวเองเรียนให้จบสูงๆ เท่าที่เธอจะทำได้ ชีวิตเด็กในเมืองกับเด็กต่างจังหวัดนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือพื้นฐานทางครอบครัวมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ตังค์นั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยจะรับจ้างทำงานทุกๆ ช่วงปิดเทอมใหญ่เสมอ ดังนั้นประสบการณ์ที่เธอสะสมมาหลายปีทำให้เธอไม่มีปัญหาที่จะร่วมงานกับคนอื่นๆ ชีวิตการทำงานของเธอนั้นนับตั้งแต่เรียนจบมาแล้ว โดยเริ่มทำงานตั้งแต่หน่วยงานเล็กๆ และไต่เต้าจนถึงระดับบริษัทใหญ่ๆ ในเมืองไทย ส่วนพี่แตงนั้นกลับไม่มีโอกาสได้ทำงานเหมือนเธอเลย เพราะพี่แตงสมัครงานบริษัทที่เธอทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้ และไม่เคยถูกเรียกไปสัมภาษณ์เลย แม้เธอจะสมัครงานร้านค้าเล็กๆ ก็ยังไม่มีใครเรียกเธอไปสัมภาษณ์สักที ตังค์ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดพี่แตงจึงไม่เคยถูกเรียกสัมภาษณ์ทำงานที่นี่เลย
หลังจากที่ตังค์ได้พูดคุยกับพี่แตงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่แตง และทั้งพี่แตงกับเธอก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่เธอพบเจอกับพี่แตงและสามีของเธอก็ที่ร้านคนเอเชีย ทันทีที่พี่แตงเห็นเธอกับปีเตอร์ พี่แตงก็ทำหน้าตกใจ และคำแรกที่พี่แตงทักเธอนั้นช่างอัปมงคลเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพี่แตงพูดก่อนคิด หรือที่พูดออกมาเพราะนิสัยส่วนตัว
“เอ้า! น้องตังค์...พี่นึกว่าเรากับแฟนเลิกรากันไปเสียแล้ว นึกว่าเราหนีกลับเมืองไทยไปแล้วซะอีก” พี่แตงทักเธอโดยไม่อายสายตาคนในร้านเอาเสียเลย มันเหมือนกับเธอกำลังแสดงอะไรบางอย่างออกมา ทันทีที่ถูกทักแบบนั้นตังค์ก็ไม่รอช้าที่จะรีบตอบพี่แตง
“เปล่าค่ะ...ชีวิตรักของหนูก็ยังเหมือนเดิม เรายังมีความสุขและรักกันมากกว่าเก่าอีกนะคะ” เธอตอบพี่แตงพร้อมโอบกอดเอวปีเตอร์นิดหนึ่ง เพื่อแสดงให้พวกเขารู้ว่า คำพูดของเธอนั้นเป็นจริง และความรักของเธอและปีเตอร์ก็ยังมั่นคงเหมือนเดิม
“เอ้า! ก็พี่ไปหาเราที่ทำงานตั้งสองครั้ง แต่ไม่เคยเจอเลย พี่ก็นึกว่าเราลาออกไปแล้ว” พี่แตงรีบอธิบายเหตุผลที่เธอคิดเช่นนั้นด้วยท่าทางที่ดูจริงจังเหลือเกิน หลังจากที่ได้ยินเหตุผลของพี่แตง ตังค์ก็อดที่จะขำไม่ได้ จึงมองหน้าปีเตอร์เป็นเชิงบอกให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร พร้อมทั้งตอบพี่แตงไปด้วยคำพูดที่อ่อนโยนที่สุด
“พี่แตงค่ะ...คิดในสิ่งที่ดีๆ หน่อยสิค่ะ อย่าไปคิดในสิ่งที่ไม่ดีมากนัก คิดในสิ่งที่สร้างสรรค์นิดหนึ่ง...ถ้าพี่ไปหาหนูแล้วไม่เจอ ก็ให้คิดว่า น้องอาจจะได้เลื่อนตำแหน่งไปอยู่ที่อื่นก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะย้ายไปอยู่ที่แผนกอื่นๆ อย่าไปคิดในทางลบมากนัก เพราะบางอย่างมันอาจจะเข้าตัวเองก็ได้นะคะ” เธอตอบพี่แตงด้วยความใจเย็น ดูจริงใจที่สุด และต้องการให้พี่แตงได้รู้ว่า ระหว่างความรักของเธอและปีเตอร์นั้นยังมั่นคงและซื่อตรงต่อกันเสมอ ถึงแม้ว่าปีเตอร์จะอายุยังน้อยมาก แต่ความรับผิดชอบของเขานั้นมีมากกว่าผู้ชายอเมริกันหลายๆ คน ที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกที่พี่แตงจะคิดในทางลบกับเธอ ก็เนื่องมาจากพี่แตงนั้นแต่งงานกับสามีที่อายุห่างกว่าเธอตั้ง 21 ปี เธอเป็นภรรยาคนที่หกของสามี ผู้หญิงไทยบางคนที่แต่งงานกับผู้ชายฝรั่งที่มีอายุมากแล้วมักจะมีอคติกับผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับฝรั่งที่มีอายุน้อยๆ เสมอ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะคิดในทางลบแก่ชีวิตคู่คนอื่นๆ เธอนั้นก็ไม่รู้ว่าพี่แตงรักสามีของเธอหรือว่ารักเงินของเขามากกว่า พี่แตงนั้นแต่งงานอยู่กินกับสามีของเธอมาได้ประมาณ 8 ปีกว่าๆ แต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยให้มีลูกด้วยกัน ส่วนสามีของเธอนั้นก็ทำงานบ่อน้ำมันอีกเมืองหนึ่ง เธอจึงมักถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวในทุกๆ สองอาทิตย์ พี่แตงไม่ต้องทำงานแต่อย่างใด ชีวิตของเธอวันๆ ก็อยู่แต่ในบ้าน และบางครั้งเธอก็มักจะจับกลุ่มกับเหล่าบรรดาแม่บ้านที่นี่คอยพูดคุยนินทาคนอื่นๆ เสมอ สิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นกิจวัตรของพวกเธอไปเสียแล้ว สำหรับตังค์นั้นเธอคิดว่าการนินทาคนอื่นถือเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด หากเธอมีเวลาว่างเธอมักจะไปร้านขายหนังสือ หรือไม่ก็ไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมากกว่า
พี่แตงมักจะเล่าให้เธอฟังเสมอว่า เงินเดือนของสามีเธอนั้นมากมายมหาศาล เธอเล่าเกี่ยวกับโครงการหลายๆ อย่างที่เธออยากจะทำที่เมืองไทยเมื่อสามีของเธอเกษียณอายุ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เธอมีสิทธิ์ที่จะคิดและฝัน แต่ความฝันของเธอจะเป็นจริงหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ที่บุญวาสนาของเธอ
ตังค์ไม่เคยลืมครั้งแรกที่เธอพบเจอกับพี่แตง ทันทีที่พี่แตงเห็นปีเตอร์นั้น เธอคิดว่าปีเตอร์เป็นกรรมกรที่ทำงานก่อสร้างบนท้องถนนในอเมริกา แต่พอตังค์บอกกับพี่แตงว่า ปีเตอร์นั้นเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองนี้ พี่แตงแทบจะไม่เชื่อตัวเอง เธอหัวเราะเหมือนคนได้ฟังเรื่องตลกขบขำ อาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวแบบธรรมดาๆ ของปีเตอร์ด้วยที่ทำให้เธอมองแบบนั้น การพูดจาของพี่แตงไม่ต่างกับคนที่กำลังดูถูกดูแคลนผู้อื่น แต่กระนั้นการพบเจอกันในครั้งนั้นเธอก็ทำให้พี่แตงเสียหน้าไปไม่น้อยทีเดียว
งานของสามีพี่แตงนั้นต้องออกจากบ้านทุกๆ เดือน เดือนหนึ่งสามีของพี่แตงจะอยู่กับเธอสองอาทิตย์ จากนั้นก็ต้องกลับไปทำงานอีกสองอาทิตย์ ชีวิตของพี่แตงนั้นถูกปล่อยให้อยู่กับบ้านตามลำพังและหมาอีกสามตัว ความเหงาในส่วนลึกของหัวใจของพี่แตงย่อมมีอยู่แล้ว ซึ่งต่างกับตังค์ที่โชคดีได้อยู่กับสามีทุกคืนวัน สามีของเธอไม่เคยทิ้งเธอไปทำงานที่อื่น ไม่ว่าจะไปที่ไหนไกลแค่ไหน ปีเตอร์ก็จะต้องพาเธอไปด้วยตลอด
ปีเตอร์นั้นไม่ต้องไปทำงานบ่อน้ำมันที่ต้องใช้แรงงานหนักเหมือนผู้ชายบางคน เขาชอบที่จะทำงานแบบใช้สมองมากกว่า แต่รายได้ของเขาก็เพียงพอที่จะจุนเจือเลี้ยงดูตังค์ได้อย่างมีความสุข เพราะอย่างน้อยๆ บ่อน้ำมันที่รัฐเท็กซัสซึ่งปู่และย่าของปีเตอร์ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะเสียชีวิต ก็สามารถทำให้เขามีชีวิตที่สุขสบายได้โดยไม่ต้องทำงานใดๆ
แต่เพราะปีเตอร์เป็นคนที่ขยันทำมาหากิน เขาเลยไม่คิดหวังพึ่งรายได้จากตรงนั้นเพียงอย่างเดียว การที่เขาได้ทำงานสอนหนังสือกับเขียนหนังสือเป็นอาชีพที่เขารักมากที่สุดแล้ว ทั้งเขายังคิดอยากจะทำอะไรหลายๆ อย่างที่ดีและให้ประโยชน์กับตัวเขาและคนอื่นๆ ด้วย อีกอย่าง ปีเตอร์เป็นคนที่สมถะ ทำให้ไม่มีใครที่ไหนรู้ว่าฐานะอันแท้จริงของเขาเป็นอย่างไร เพราะเขาเป็นคนไม่โอ้อวด ทั้งยังเรียบง่ายและธรรมดามาก
นับตั้งแต่ที่ตังค์ได้พูดคุยกับพี่แตงในวันนั้น เธอก็ไม่เคยได้ติดต่อกลับไปหาพี่แตงอีกเลย เพราะความรู้สึกเหนื่อยกับการคบกับคนไทยนิสัยแบบนี้ เพราะพี่แตงเองนิสัยก็คงไม่ต่างกับคนไทยในร้านอาหารไทยที่เธอเคยพบเจอ เธอจึงตัดสินใจไม่คบไม่ติดต่อไปหาพี่แตงอีกเลย
การร่วมงานกับคนไทยที่ร้านอาหารไทยนั้นให้ประสบการณ์กับตังค์มากมาย เธอทำงานที่เมืองไทยมาทั้งหมด 11 ปี เธอไม่เคยร้องไห้มากมายขนาดนี้ เธอไม่เคยเสียน้ำตาและเสียความรู้สึกขนาดนี้ ช่วงสองอาทิตย์แรกที่เธอทำงานที่ร้านอาหารไทย เธอได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีเสมอ เจ้าของร้านก็ล้วนแต่น่ารักกับเธอมาตลอด ร้านอาหารไทยที่เธอทำงานอยู่นั้นมีพนักงานประมาณ 20 คน พนักงานที่ทำงานในครัวส่วนใหญ่เป็นคนลาวที่อพยพมาอยู่เมื่อสมัยยี่สิบปีที่แล้ว คนกลุ่มนี้นิสัยดี เป็นกันเอง และไม่เคยถือตัวเลย ส่วนพวกพนักงานเสิร์ฟนั้นจะแบ่งออกเป็นสองรุ่นด้วยกัน
รุ่นแรกจะเป็นลูกหลานคนไทยหรือคนลาวที่อาศัยอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว พนักงานเสิร์ฟกลุ่มนี้จะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตังค์ ดังนั้นไม่แปลกที่เธอจะสนิทและพูดคุยกับวัยรุ่นกลุ่มนี้ได้อย่างถูกคอ ส่วนพนังงานเสิร์ฟรุ่นที่สองนั้น จะเป็นประเภทหญิงไทยที่มาอยู่ที่นี่นานเป็นยี่สิบกว่าปีขึ้น พวกนี้จะอายุประมาณ 50-60 ปี แต่ก็ยังทำงานเป็นพนังงานเสิร์ฟอาหารอยู่
พี่เชอรี่เป็นพนักงานเสิร์ฟรุ่นเก่าแก่ เธอมาอเมริกาโดยวีซ่านักเรียน หากแต่เธอเรียนไม่จบและก็ไม่ยอมกลับประเทศ โดยอาศัยหลบลี้อยู่ที่นี่อย่างพวกโรบินฮู้ดทั่วไป เธอเป็นคนที่เก่งเรื่องหลบหลีกฝ่าย ตม. ของประเทศนี้มากที่สุด แต่เธอก็หลบหลีกมาได้กว่า 15 ปีเท่านั้น จากนั้นเธอก็ได้เจอผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมแต่งงานกับเธอเพื่อที่จะให้เธออยู่ประเทศนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
พี่ดาเป็นพนักงานเสิร์ฟรุ่นเดียวกับพี่เชอร์รี่ พี่ดามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่หลังสมัยสงครามเวียดนาม เธอแต่งงานกับสามีคนแรกที่เป็นทหารอเมริกัน จากนั้นเธอกับสามีก็ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ชีวิตของเธอไม่รู้เป็นมาอย่างไร รู้เพียงว่าสามีคนปัจจุบันนี้เป็นสามีคนที่ห้าของเธอ นอกจากเธอจะเก่งเรื่องเปลี่ยนผู้ชายแล้วเธอยังชอบทำตัวเป็น เมรีขี้เมา แทบทุกครั้งที่เลิกงานด้วย ยิ่งเรื่องสูบบุหรี่นั้นเธอชอบเป็นชีวิตจิตใจยิ่งนัก
พนักงานเสิร์ฟอาหารในกลุ่มแรกจะไม่เคยมีปัญหาเวลาที่ร่วมงานกับตังค์ แต่พนักงานเสิร์ฟรุ่นเก่าแก่นั้นชอบสร้างปัญหาให้เธอและเจ้าของร้านประจำ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเงินทิป อย่างว่า เรื่องเงินไม่ค่อยเข้าใครออกใคร พนักงานเสิร์ฟร้านนี้ส่วนมากจะได้รับทิปไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งร้อยเหรียญต่อวัน ดังนั้นจึงทำให้มีพนักงานหลายๆ คนต่างแย่งเวลาการทำงานของกันและกัน คนกลุ่มนี้เป็นอะไรที่น่าเบื่อยิ่งนัก ไม่รู้พวกเธอกระหายเงินมาจากไหน อะไรก็ได้ที่พวกเธอทำแล้วได้เงินมาพวกเธอทำทั้งนั้น
หลังจากสองอาทิตย์ผ่านไป อะไรๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ชัด ตังค์ทำงานในตำแหน่งแคชเชียร์และฝ่ายต้อนรับรวมทั้งรับโทรศัพท์ด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องพูดคุยกับลูกค้าเป็นประจำ ลูกค้าส่วนใหญ่บอกเธอเสมอว่า “เธอน่าจะหางานที่ดีกว่าที่นี่ทำนะ เพราะเธอดูเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่าที่จะทำงานร้านอาหารไทย” เธอก็ได้แต่ขอบคุณกับคำเสนอแนะของลูกค้าที่มีให้ เพราะตังค์คิดเสมอว่าประเทศนี้ยังใหม่สำหรับเธอมาก การทำงานที่ตรงนี้คือการเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับเธอ จากนั้นเธอจะพยายามขยับขยายหางานที่ใหม่ให้ดีกว่านี้ ลูกค้าบางคนก็มักจะพูดคุยกับเธอในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทย มีลูกค้าไม่น้อยที่ให้ความสนใจและศรัทธาในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงและพระราชินีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นทุกครั้งที่ลูกค้าถามคำถามตังค์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เธอเองก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อยที่จะเล่าเกี่ยวกับความเมตตาและพระปรีชาสามารถของพระองค์ให้ลูกค้าเหล่านั้นได้รับฟังกัน
ดังนั้น จึงมีลูกค้าไม่น้อยที่มักจะชอบพูดคุยกับตังค์เป็นพิเศษ อย่างน้อยๆ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความรู้อีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาเหล่านี้ไม่เคยได้เรียนรู้จากที่อื่น เป็นธรรมดาที่คนไทยอย่างเธอจะต้องถูกจับตามองด้วยความหมั่นไส้จากใครบางคน เธออายุน้อย หน้าตาดีกว่าคนไทยบางคนในร้าน บุคลิกและท่าทางของเธอสร้างความสนใจให้กับลูกค้าบางคนไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะลูกค้าวีไอพีของร้านซึ่งมักจะมองเธอด้วยสายตาบ่งบอกอะไรบางอย่าง
ครั้งแรกที่ตังค์พบเจอลูกค้าวีไอพีคนนี้ เขามักจะชมเธอเสมอว่า “ตังค์เป็นผู้หญิงไทยที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเห็น” ไม่เฉพาะแค่คำชมเท่านั้น ลูกค้าคนนี้ยังแอบส่งนามบัตรให้เธอด้วย เธอก็ได้แต่บอกขอบคุณสำหรับคำชม และรับนามบัตรเอาไว้เพื่อไม่เป็นการทำลายน้ำใจ แต่พอหลังเลิกงานเธอก็เอานามบัตรนี้ให้ปีเตอร์ดูและก็ฉีกมันทิ้งไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ทำให้ใจเธอหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ตัวเองดีเสมอว่าเธอนั้นแต่งงานแล้ว คนที่เธอรักและซื่อสัตย์นั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด และก็คงไม่มีชายใดแทนที่เขาคนนั้นได้แน่นอน
การที่ตังค์ทำงานร้านอาหารไทยนั้น ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องเป็นเหมือนผู้หญิงบางคน เธอเห็นพนักงานเสิร์ฟในร้านบางคนไปกับลูกค้าผู้ชายหลังเลิกงานเป็นประจำ ทั้งที่ผู้หญิงคนนี้ก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ส่วนพนักงานบางกลุ่มก็มักจะไปมั่วสุมกันที่แหล่งกาสิโนโดยโกหกสามีสารพัดอย่างเพื่อให้พวกเธอได้ไปมีความสุขกัน ส่วนตังค์นั้นเลิกงานทีไรก็กลับบ้านทุกที เธอมีอะไรที่ต้องทำที่มีสาระเยอะแยะ อย่างน้อยๆ การกลับไปอ่านหนังสือหรือทำกับข้าวอร่อยๆ ทานกับปีเตอร์สองคนก็ดูมีค่ามากยิ่งนักสำหรับเธอ นอกจากนั้นก็นั่งเขียนหรือวาดรูปสารพัดอย่างที่เธออยากจะทำ ทำให้เธอมีความสุข และได้อยู่กับครอบครัว เพราะเธอไม่ชอบการออกไปเที่ยวกลางคืนเอาเสียเลย
ความอิจฉาของเพื่อนร่วมงานย่อมเกิดขึ้นอยู่แล้ว ดังนั้นบางครั้งที่ตังค์ต้องร่วมงานกับพี่ดา เธอมักจะถูกพี่ดาว่าแดกว่าดันต่างๆ นานา พี่ดาเป็นคนไม่สวย แต่มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถพูดจาฉอเลาะเก่งกว่าใครๆ การชื่นชมลูกค้าด้วยคำพูดหวานๆ นั้นเป็นกิจวัตรของเธอ สิ่งที่เธอทำนั้นก็เพียงเพื่อให้ได้ทิปเยอะๆ ลูกค้าคนไหนที่ให้ทิปน้อยก็ล้วนแต่ถูกพี่ดาด่าและสาปแช่งตามหลังทุกครั้ง ตังค์ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่มองและรู้สึกสมเพชกับการกระทำของพี่ดายิ่งนัก
ตังค์ทำงานด้านแคชเชียร์ จึงมักจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากพี่ดาเป็นประจำ เธอรู้สึกเอือมระอากับคำพูดของพี่ดาไม่น้อย แต่ก็ได้แต่อดทนเพราะถือว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน ตำแหน่งที่ตังค์ทำนั้นได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงเท่านั้น ไม่มีเงินส่วนอื่นๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับหน้าที่ที่เธอต้องทำทั้งสองตำแหน่ง แคชเชียร์และฝ่ายต้อนรับคือตำแหน่งหลักของเธอ เธอสมควรจะได้รับค่าจ้างมากกว่านี้ ส่วนตำแหน่งรองนั้นคือการช่วยพนักงานเสิร์ฟเก็บโต๊ะและเสิร์ฟน้ำให้ลูกค้า และก็คอยช่วยเหลือเด็กเสิร์ฟเหล่านั้นมาตลอด โดยเธอไม่เคยหวังว่าจะได้ส่วนแบ่งทิปจากพวกนั้นเลย สำหรับเธอแล้ว เงินไม่ได้มีค่ามากมายไปกว่ามิตรไมตรีที่ดีต่อกัน
ดังนั้นความต่างของเธอกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ทำให้อะไรๆ ไม่ค่อยจะงดงามนัก คนไทยที่ตังค์ทำงานด้วยรวมทั้งเจ้าของร้านนั้นติดการพนันกันเสียส่วนใหญ่ บางคนก็เข้าบ่อนกาสิโนแทบทุกอาทิตย์ บางคนก็เป็นหนี้รอบตัว บางคนก็ถูกฟ้องล้มละลาย ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่เธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอพบเห็นและรับรู้ แม้พวกเธอเหล่านี้จะเจอปัญหาหลายๆ อย่าง แต่อย่างน้อยก็โชคดีอย่างตรงที่ไม่มีใครมีลูกเลยสักคน
คนไทยบางคนที่ติดการพนันจะมีอาการเหมือนคนเป็นโรคจิต โดยเฉพาะพี่ดากับพี่เชอรี่แล้ว จิตแพทย์คงต้องยอมก้มหัวให้กับพวกเธอ เธอสองคนนี้มักจะเป็นหัวโจกที่ติดการพนันงอมแงม วันไหนที่ได้ทิปเยอะๆ พวกเธอก็มักจะพากันไปเข้าบ่อนกาสิโนทุกครั้งหลังเลิกงาน ถ้าวันไหนไม่ได้ไปบ่อน พวกเธอก็จะหาทางออกโดยอาศัยเล่นป๊อกเด้งที่ห้องครัวกันเอง วันไหนที่พวกเธอมาทำงานด้วยอารมณ์หงุดหงิดและวีนใส่พนักงานคนอื่นๆ บ่อยๆ ตังค์จะรู้ได้เลยว่าพวกเธอคงเสียการพนันมาหรือไม่ก็ไม่ได้ไปเข้าบ่อน พวกเธอเป็นประเภทที่ได้ไปเข้าบ่อนแล้วเป็นต้องหงุดหงิดทุกครั้งไม่ว่าจะได้หรือเสีย ถ้าได้ก็ไม่อยากมาทำงานเพราะอยากเล่นต่อเผื่อจะได้เงินเยอะกว่านี้ ถ้าเสียก็อยากกลับไปแก้มืออีก ถ้าไม่ได้ไปเข้าบ่อนก็กระวนกระวายเหมือนคนจะลงแดงประมาณนั้น อาการเหล่านี้คงจะเป็นอาการโรคจิตชนิดหนึ่งที่ระบาดในสังคมคนที่ติดการพนันที่ตังค์พบเห็น
สำหรับพี่เชอรี่ยิ่งหนักกว่าเพื่อน เธอยอมขาดงานที่ทำประจำเพื่อมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในช่วงกลางวัน เพราะการทำงานเสิร์ฟนั้นได้ทิปเป็นเงินสด ทำให้ใครๆ ก็ล้วนแต่ชอบทั้งนั้น บางครั้งพี่เชอรี่ก็มักจะใช้เล่ห์กลอุบายโกหกผู้จัดการสารพัดอย่างเพื่อให้เธอได้หยุดในวันนั้นๆ แล้วมาทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทย เธอทำได้หมด ขอเพียงให้เธอมีโอกาสที่จะทำโดยไม่นึกถึงผลเสียในอนาคตข้างหน้าเอาเสียเลย
หากวันไหนที่พี่เชอรี่ไม่ไปทำงานประจำก็คงจะตามหาเธอได้ไม่ยากนอกจากที่ร้านอาหารไทยที่เดียว ตังค์ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอเหล่านี้ช่างกระหายเงินเสียเหลือเกิน ทั้งที่รายได้ที่พวกเธอเหล่านี้ได้รับในแต่ละวันนั้นก็มากมายถ้าเทียบกับพนักงานออฟฟิศทั่วไปของที่นี่ แต่เงินที่พวกเธอได้มาก็ล้วนแต่นำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งนั้น ทำให้พวกเธอไม่มีเงินเก็บเลย ชีวิตก็ไม่ต่างกับคนหาเช้ากินค่ำไปวันๆ โดยไม่มีเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง หลังจากที่ตังค์ได้รับรู้เรื่องราวของคนกลุ่มนี้ เธอก็ได้แต่ทำใจและคิดว่าชีวิตใครชีวิตมัน อะไรที่เขาทำแล้วมีความสุขและไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเธอก็ถือว่าแล้วไป แต่อย่ามาสร้างปัญหาให้กับเธอเพราะเธอเป็นคนไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นและไม่ชอบให้คนอื่นมาก้าวก่ายชีวิตของเธอเหมือนกัน ตลอดระยะเวลาที่เธอทำงานที่ร้านอาหารไทยนั้น เธอมักจะถูกคนไทยเหล่านี้ชักชวนให้เล่นไพ่ตลอด บางครั้งก็ชวนไปเที่ยวผับในเมืองด้วย แต่เธอก็ปฏิเสธพวกเขาเสมอ เนื่องเพราะเธอเป็นคนไม่ชอบการพนันเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวแล้วเธอเป็นคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืนด้วย
สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในสังคมคนไทยกลุ่มนี้มาตลอด ยิ่งพี่ดาเธอเป็นคนที่ติดบุหรี่มากถึงมากที่สุด เธอจะต้องสูบบุหรี่ทุกๆ สองชั่วโมง สิ่งที่ตังค์รู้สึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของพี่ดานั้น คือสงสารและเห็นใจพี่ดามาก เพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้า สิ่งที่พี่ดาต้องพบเจอนั้นจะมีอะไรบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ไม่เคยสร้างสิ่งดีๆ ให้สุขภาพเลย แต่นั่นก็เป็นสิทธิของพี่ดาที่เธอจะทำ อย่างตังค์ก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงานคงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตำหนิพี่ดาแน่นอน สองอาทิตย์ถัดไปหลังจากการทำงานร้านอาหารไทย ตังค์เริ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบงานนี้ขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็นระบบคนเก่าคนแก่ การแก่งแย่งทิปกัน การแย่งลูกค้ากันบ้าง การนินทากันลับหลัง เธอเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสียตรงนี้เลย แต่ก็ต้องรับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการเก็บเงินสดไว้ให้เจ้าของร้าน ตังค์ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าของร้านทั้งสองคนจึงมักให้ตังค์เก็บเงินสดไว้ให้พวกเธอวันละไม่ต่ำกว่าร้อยเหรียญ ทั้งที่เงินเหล่านั้นเป็นรายได้จากการขายจริงๆ ทำไมพวกเขาถึงยักยอกเอาไว้ใช้กันเอง แถมเจ้าของร้านก็เอาบิลเงินสดนั้นไปทำลายด้วย เวลาแจ้งบิลส่งกับฝ่ายจัดทำบัญชีของพวกเขา เจ้าของร้านก็มักบอกว่าบิลหาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้หายไปไหนหรอก แต่บิลถูกทำลายและเงินก็ยักยอกกันเอง
ที่เธอไม่ชอบยิ่งนักก็เพราะว่าทุกๆ สิ้นเดือน ป้าผึ้งซึ่งเป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งมักจะบ่นบอกว่าทางร้านขาดทุนเสมอ บางครั้งก็บ่นว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเยอะกว่ารายได้ที่ได้รับ ไม่ว่าป้าผึ้งจะพูดจนปากแฉะ แต่ถ้าถามคนที่คิดเงินรายได้ในแต่ละวันนั้นคงไม่มีใครว่าร้านนี้ขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อยเพียงใด เพราะในแต่ละวันร้านนี้มีรายได้ไม่ต่ำกว่าสองพันเหรียญ ยิ่งถ้าเจ้าของร้านไม่พากันยักยอกเงิน ก็จะเห็นได้ว่างบรายได้ในแต่ละเดือนมีกำไรไม่ใช่น้อย
ตังค์รู้ดีและเจ้าของร้านก็รู้ดีกับสิ่งที่พวกเธอกำลังกระทำกันอยู่ แต่สามีของพวกเธอไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน และตังค์ก็ถูกเจ้าของร้านทั้งสองคนกำชับเสมอว่า ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ตังค์เองก็รับปากและก็ไม่เคยบอกใครให้รู้นอกจากปีเตอร์คนเดียว ตังค์รู้ว่านี่คือสิ่งที่เจ้าของร้านทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายที่นี่ เพราะถ้าทางสรรพากรที่นี่รับทราบเรื่องทั้งหมด เจ้าของร้านก็คงโดนสรรพากรเล่นงานหนักแน่นอน แม้ว่าเธอไม่อยากจะทำเรื่องแบบนี้แต่ในเมื่อเธอเป็นลูกจ้างของเขา สิ่งที่เจ้าของร้านสั่ง เธอก็ต้องทำวันยังค่ำ
การทำงานแคชเชียร์เป็นธรรมดาที่เงินจะขาดและเงินจะเกิน การรับผิดชอบของตังค์นั้นก็มีเต็มร้อยอยู่แล้ว บางครั้งเงินขาดเป็นสิบยี่สิบเหรียญ เธอก็จำใจต้องควักเงินตัวเองออกมาเติมให้เต็ม เพราะนี่คือกฎของร้านและความรับผิดชอบของตังค์ แต่ในส่วนที่เงินเกินนั้น เธอก็จะคืนเจ้าของร้านทุกเพนนีมาโดยตลอด และก็ไม่เคยคิดที่จะเอาเงินตรงนี้มาใช้เอง
ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอ ดังนั้นเธอจึงได้รับความไว้วางใจจากหุ้นส่วนร้านอีกคนหนึ่งเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เธอต้องทำงานกับพี่ดา เธอมักจะถูกพี่ดาว่าแดกดันกระแนะกระแหนเป็นประจำ เธอเองก็พยายามอดทนและยอมเขามาตลอด เพราะเห็นว่าพี่ดาเป็นคนเก่าคนแก่ แต่ความที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ความอดทนของคนเราก็ต้องมีขีดจำกัด
ตลอดสองเดือนกว่าๆ ที่ตังค์ทำงานที่นี่ เธอรู้สึกว่าทำไมเงินถึงขาดเกือบทุกวัน ทั้งที่เธอเองก็มั่นใจว่าตัวเองคิดเงินถูกต้องมาตลอด และทุกครั้งที่เงินขาดคนที่ต้องควักก็คือตังค์คนเดียว เพราะเธอเป็นคนทำบัญชีการขายในแต่ละวัน สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้ตังค์อดระเคืองใจไม่ได้ เพราะคนที่จะเปิดเครื่องรีจิสเตอร์ได้นั้นก็มีแต่เจ้าของร้านทั้งสองคนและพี่ดาอีกคนหนึ่ง ตังค์เองรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจคนเหล่านี้เลย เพราะบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งอยู่
ตังค์เรียนจบด้านบัญชี ดังนั้นปัญหาเรื่องการนับเงินและถอนเงินจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ แต่ระยะเวลาสองเดือนหลังมานี่ ทำไมเธอเจอปัญหานี้แทบทุกวัน ปัญหาเหล่านี้ตังค์เองก็ได้เล่าให้ปีเตอร์ฟังเสมอ ปีเตอร์เองก็รู้สึกเป็นห่วงตังค์มากขึ้น เพราะปีเตอร์จะให้เงินตังค์ไปทำงานทุกวัน ไม่ใช่ไว้ซื้อของอะไรเลย แต่ไว้ชดใช้เวลาที่เงินขาดขึ้นมา
นับวันเธอก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดกับการทำงานมากขึ้น เพราะสังคมคนไทยในร้านนี้ ณ ตอนนี้ไม่เหมือนที่เธอพบเจอเมื่อสองอาทิตย์แรก ลูกค้า 99% ล้วนแต่ดีมากๆ จะมีแค่ไม่กี่คนที่ไม่ค่อยดี ลูกค้าบางคนก็แสนจะขี้โกง บางคนก็ตอแหลยิ่งกว่าใดๆ บางคนก็อยากกินอาหารฟรีโดยมีเล่ห์เหลี่ยมหลายๆ อย่าง บางคนตินั่นตินี่เพื่อให้ได้กินของฟรี สารพัดอย่าง แล้วแต่จะพบเจอ แต่เธอก็ต้องอดทนเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนให้ประสบการณ์กับเธอมากที่สุด อะไรที่แก้ไขไม่ได้เธอก็จะเรียกเจ้าของร้านมาจัดการ ส่วนใหญ่เจ้าของร้านก็ยอมๆ ทั้งที่รู้ว่าลูกค้าผิดเต็มประตู ส่วนเธอก็ได้แต่ทำใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นมาตลอด
ในบางวันที่เธอต้องทำงานกับพี่ดา เธอมักถูกพี่ดากลั่นแกล้งพูดจาว่าแดกดันตามเคย ซึ่งเธอเองก็อดทนให้มากที่สุด แต่ในบางครั้งที่ทนไม่ได้เธอก็แอบร้องไห้ หลังเลิกงานปีเตอร์ขับรถมารับเธอที่ร้าน พอเห็นหน้าตาของเธอไม่ค่อยจะดี ปีเตอร์ก็พอจะเดาออกว่าเธอถูกกลั่นแกล้งเหมือนเคย บ่อยครั้งที่ปีเตอร์ต้องทนเห็นเธอร้องไห้เป็นประจำ เขาก็บอกให้เธอลาออกทุกที แต่เธอก็ไม่ยอมลาออก เพราะอยากทำงานเก็บเงินไว้สร้างอนาคตให้ดีขึ้นกว่านี้ วันแล้ววันเล่าที่ตังค์ต้องพบเจอกับการกระทำของพี่ดาต่างๆ นานา สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เธอแทบจะทนไม่ได้
วันหนึ่งเป็นช่วงอาหารกลางวันพอดี ร้านที่ตังค์ทำอยู่นั้นเปิดขายอาหารประเภทบุบเฟ่ต์ในช่วงกลางวัน ทำให้มีลูกค้าหนาแน่นมากที่สุด มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่มานั่งรอที่โต๊ะทานข้าวด้านหน้าเคาน์เตอร์ของร้าน ตังค์ทำงานทั้งแคชเชียร์ เคลียร์จาน รับออเดอร์ลูกค้าทูโก ตามเก็บแก้ว ต้อนรับลูกค้า งานเหล่านี้ล้วนหนักมากกว่าคนอื่นๆ แต่ตังค์ได้รับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น สำหรับเธอแล้วถือว่าเงินไม่สำคัญ แต่ประสบการณ์ต่างหากที่จะช่วยให้ก้าวไปในวันข้างหน้าได้ดีกว่านี้
เธอต้องอดทนและก็พยายามคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องช่วยๆ กัน พอคิดตรงนี้เธอเองก็สบายใจมากขึ้น เหตุการณ์ในวันนั้นมีลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ และก็มีลูกค้ามากมายมายืนรอหน้าเคาน์เตอร์เพื่อที่จะจองโต๊ะ ตังค์ทำได้แค่จดรายชื่อลูกค้าที่นั่งรอตามลำดับก่อนหลัง โต๊ะไหนที่ลูกค้ากินเสร็จเธอก็ไม่รีรอวิ่งไปเก็บโต๊ะช่วยพนักงานเสิร์ฟทันที และก็ต้องเช็ดโต๊ะด้วย จากนั้นก็ต้องรีบวิ่งเอาลูกค้าไปนั่งให้เร็วที่สุด มิหนำซ้ำเธอยังต้องวิ่งมาคิดเงินให้ลูกค้าอีก
เวลาทำงานช่วงนั้นเป็นอะไรที่เร็วมากๆ ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดีที่สุด วันไหนที่เธอรับมือไม่ทัน พี่คนไทยอีกคนหนึ่งที่เป็นหุ้นส่วนก็จะออกมาช่วยเธอเสมอ พี่ยาเป็นหญิงสาวชาวอีสานที่แต่งงานกับสามีชาวอเมริกันเกือบยี่สิบปีที่แล้ว พี่ยาเป็นคนใจดี มีเหตุผล และฉลาดกว่าคนอื่นๆ ในร้าน พี่ยาเป็นคนสอนงานเธอทุกอย่าง
พี่ยาเป็นที่รักของคนในร้านเป็นส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่มีลูกค้าเยอะและคนหน้าร้านรับมือไม่ไหว พี่ยาคือตัวแปรสำคัญที่ออกมาช่วยเหลือพวกเราเสมอ หลังจากที่ลูกค้าซาลงพี่ยาก็กลับเข้าไปในครัวเหมือนเดิม ลูกค้าที่พนักงานเสิร์ฟในร้านนี้ไม่ค่อยชอบกันมากนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าพวกแขกอินเดียและคนผิวดำ เพราะคนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยทิปหรือให้น้อยมาก
ดังนั้นเวลามีลูกค้ากลุ่มนี้มาที่ร้าน พนักงานเสิร์ฟส่วนมากมักจะไม่ค่อยเต็มใจต้อนรับเท่าไร ตังค์เองเข้าใจตรงนั้นดีเสมอ ช่วงระหว่างที่ลูกค้าซาลง ก็มีลูกค้าที่เป็นคนอินเดียมาประมาณ 8 คน ช่วงนั้นโต๊ะใหญ่ไม่ว่างเลย ตังค์เลยให้ลูกค้านั่งรอก่อน เพราะโต๊ะเล็กๆ นั้นเต็มหมด ลูกค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรและก็นั่งรอที่มุมที่นั่งของร้าน ส่วนตังค์นั้นก็คิดเงินให้ลูกค้าคนอื่นๆ พร้อมทั้งสอดส่องดูโต๊ะว่างให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไปในตัว
ส่วนพี่ดานั้นเธอชอบมายืนเกะกะหน้าเคาน์เตอร์เป็นประจำ ซึ่งการมายืนตรงนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของเธอด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เธอเสร็จจากงานของเธอ เธอมักจะมายืนนับจำนวนลูกค้าทั้งหมดว่ามีกี่โต๊ะ และจำนวนลูกค้าของเธอนั้นมีกี่คน เธอเกรงว่าในวันนั้นๆ เธอจะได้ลูกค้าน้อยกว่าพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ สารพัดอย่างที่เธอกลัวเสียเปรียบคนอื่นและเธอก็ชอบเอาเปรียบพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ บ่อยเหมือนกัน
เนื่องด้วยในกะกะหนึ่งนั้นจะมีพนักงานเสิร์ฟอยู่สองคน ดังนั้นการแบ่งลูกค้าเราจะต้องแบ่งให้เท่าๆ กัน ถ้าคนไหนได้ลูกค้ามากหรือน้อยจนเกินไป เราก็จะต้องพยายามจัดให้เท่ากันมากที่สุด พอสักพักโต๊ะใหญ่ก็ว่าง ตังค์เห็นพี่ดายืนนับเงินทิปอยู่ตรงทางเดินเคาน์เตอร์พอดี ตังค์ก็เลยต้องบอกให้พี่ดาหลบเพราะเธอจะต้องพาลูกค้าไปนั่ง
“พี่ดาคะ...หลบหน่อยเดี๋ยวหนูจะเอาลูกค้าไปนั่งค่ะ” ตังค์บอกพี่ดาด้วยเสียงที่สุภาพที่สุด พี่ดานั้นได้ยินเสียงของเธอแน่นอน แต่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินหรือตั้งใจก็ไม่รู้ เธอยืนเฉยแถมนับจำนวนคนเข้าร้านในสมุดจดรายชื่ออย่างไม่สนใจใยดี ตังค์รู้สึกเบื่อหน่ายนิสัยอย่างนี้ของพี่ดามาก ลูกค้าก็ยืนรอโต๊ะมาหลายนาทีแล้ว
หัวใจบริการนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องทำให้ลูกค้าประทับใจ เธอพูดกับพี่ดาอีกครั้งเพื่อขอทางที่จะพาลูกค้าไปนั่งโต๊ะ แต่พี่ดาก็ยังทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเธอ ดังนั้นตังค์จึงตัดสินใจเดินเบียดพี่ดาในทางแคบๆ เพื่อไปแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าเรามีโต๊ะให้แล้ว ขณะที่ตังค์เดินเบียดพี่ดานั้น ปากของเธอก็บอกพี่ดาไปด้วย
“ช่วยขยับหน่อยนะคะ จะเอาลูกค้าไปนั่งค่ะ” พูดพลางเดินเบียดพี่ดาไปด้วย
ส่วนพี่ดา หลังจากที่ถูกตังค์เดินเบียดออกไปนั้น เธอก็ทำหน้าค้อนใส่ตังค์แล้วก็บ่นพึงพังตามนิสัยของเธอ ส่วนตังค์นั้นไม่ได้สนใจในสิ่งที่เธอพูดมากนัก เพราะสิ่งที่ตังค์ต้องทำคือการต้อนรับลูกค้าไว้ก่อน ทันทีที่เดินเบียดออกมาได้ ตังค์ก็เดินไปบอกลูกค้าคนอินเดียที่ยืนรอโต๊ะอยู่
“I have the big table for you, sir. Do you want the buffet or a menu?” (ฉันมีโต๊ะใหญ่ให้คุณ ไม่ทราบว่าคุณต้องการทานบุบเฟ่ต์หรืออาหารจากเมนูคะ) ตังค์ถามลูกค้าด้วยคำพูดที่สุภาพที่สุด พร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นมิตร ลูกค้าคนหนึ่งหันไปถามเพื่อนๆ ในกลุ่มที่มาด้วยกันว่าจะเอาอาหารที่เป็นบุบเฟ่ต์หรือเมนู หลังจากที่พูดคุยกับเพื่อนในกลุ่มประมาณหนึ่งนาที ลูกค้าคนอินเดียก็ตกลงกันได้ว่า เพื่อนๆ ของพวกเขาทั้งหมดต้องการอาหารจากเมนู
“We want a menu, please.” (พวกเราต้องการอาหารจากเมนูครับ) ลูกค้าคนหนึ่งตอบอย่างมั่นใจด้วยสีหน้าของคนที่กำลังหิวเต็มที่ ตังค์เองก็ไม่รอช้า หยิบเมนูอาหารและพาลูกค้าไปนั่ง พร้อมกับแจ้งให้ลูกค้าเดินตามเธอมาที่โต๊ะที่ได้เตรียมเอาไว้ให้แล้ว
“Follow me please, sir” (เชิญทางนี้เลยค่ะ) ตังค์บอกกับลูกค้าพร้อมทั้งเดินนำทางลูกค้ามาที่โต๊ะใหญ่ซึ่งทางพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆ ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว หลังจากที่ลูกค้าทุกคนนั่งลง เธอก็จัดการวางเมนูให้ลูกค้าจนครบทุกคน พร้อมกับแจ้งให้ลูกค้ากลุ่มนี้ทราบว่า พนักงานเสิร์ฟประจำโต๊ะที่คุณนั่งจะมารับออเดอร์กับคุณ
“Miss Nina is your server. She is coming to take your order. Please enjoy your meal, sir.” (คุณนิน่า คือพนักงานผู้คอยให้บริการแก่โต๊ะคุณ เธอจะมารับออเดอร์จากคุณค่ะ เชิญตามสบายนะคะ) คำคำนี้เป็นคำที่ตังค์พูดจนเคยชิน ก่อนที่เธอจะขอตัวเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
ทันทีที่ตังค์เดินไปที่เคาน์เตอร์นั้น พี่ดายังยืนอยู่และมองเธอด้วยสีหน้าที่เกลียดชังเหลือเกิน พอตังค์เดินเข้าไปตรงเคาน์เตอร์ตรงจุดประจำของเธอ พี่ดาก็ไม่รอช้าที่จะด่าตังค์เหมือนกับที่เคยทำเป็นประจำ
“จะเดินชนกันให้ตายหรือไงยะ แกล้งกันชัดๆ ไม่เห็นคนยืนอยู่เหรอ” พี่ดาว่าตังค์อย่างดุเดือดที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ สีหน้าของเธอดูไม่พอใจยิ่งนักกับการกระทำของตังค์ แววตาอันโหดร้ายมองเห็นได้ชัด ตังค์เองก็ไม่รอช้าที่จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มากที่สุด
“พี่ดาค่ะ หนูก็บอกพี่แล้วให้พี่หลบหน่อย แต่พี่ก็ไม่เคยสนใจ พอครั้งที่สองหนูก็ยังบอกพี่ แต่พี่ก็ยังไม่สนใจ ครั้งสุดท้ายหนูก็เลยถือวิสาสะเดินเบียดพี่ไป เพื่อที่จะรีบเอาลูกค้าไปนั่ง หนูไม่ได้ตั้งใจจะชนพี่สักหน่อย แต่พี่ไม่ยอมหลบเอง” ตังค์พยายามอธิบายให้พี่ดาเข้าใจว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะชน แต่เพราะพี่ดานั้นไม่ยอมหลบทางให้ และเธอก็ไม่มีทางเลือก งานพาลูกค้าไปนั่งนั้นเป็นงานของเธอที่จะต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว การที่มีลูกค้ามานั่งอออยู่หน้าร้าน คงจะสร้างความไม่พอใจให้เจ้าของร้านเป็นอย่างมาก
ทันทีที่พี่ดาเห็นตังค์พูดแบบนั้น เธอแสดงสีหน้าโกรธยิ่งนัก เธอพยายามสรรหาคำแสบๆ มาด่าตังค์ให้เจ็บที่สุด เท่าที่เธอจะทำได้
“ไม่ได้ตั้งใจได้ไงวะ!!! กูเกือบจะล้มมึงยังมีหน้ามาว่าไม่ได้ตั้งใจอีก!!! พูดออกมาได้ไงวะ!!!” เธอด่าตังค์ต่อหน้าลูกค้าหลายๆ คนที่นั่งทานข้าวอยู่ในร้าน มันเป็นอะไรที่เจ็บปวดมาก ถึงแม้ว่าลูกค้าจะฟังภาษาไทยไม่ออก แต่พวกเขาเหล่านั้นก็คงพอจะเดาออกว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ตังค์เองก็ไม่รอช้าที่จะขอโทษพี่ดา ไม่ว่าตังค์จะผิดหรือถูกก็ตาม การขอโทษเพื่อให้เรื่องราวเงียบลงตังค์ทำได้เสมอ การที่เธอยอมก็เพื่อให้ลูกค้าเหล่านี้มีความสุขกับการทานอาหารในร้านนี้ ไม่ใช่มานั่งฟังพนักงานด่ากันในร้าน
“พี่ดาคะ หนูขอโทษถ้าหนูทำให้พี่เจ็บ แต่หนูไม่ได้ตั้งใจจะชนพี่จริงๆ นะคะ” ตังค์ยกมือไหว้ขอโทษพี่ดาต่อหน้าลูกค้าหลายๆ คน น้ำตาเริ่มเอ่อในเบ้า ไม่เคยมีใครด่าว่าเธอแบบนี้ต่อหน้าคนจำนวนมาก มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน ความรู้สึกของตังค์ในตอนนั้นช่างปวดร้าวที่สุด ทั้งเจ็บทั้งแค้นกับการกระทำของผู้หญิงคนนี้ พี่ดานั้นแทนที่จะหายโกรธและเลิกต่อว่าตังค์ เธอกลับด่าตังค์เหมือนเธอเป็นเจ้าชีวิตของตังค์ การกระทำของพี่ดาไม่ต่างอะไรกับคนที่ไร้การศึกษามารยาทที่ดี พี่ดายังต่อว่าตังค์เหมือนเดิมโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะมองเธออย่างไร เธอไม่มีความเกรงอกเกรงใจใครเลยแม้แต่น้อย
“นึกว่าขอโทษแล้วฉันจะหายเจ็บเหรอ ทีชนกูมึงไม่รู้จักคิด พอชนแล้วทำเป็นมาขอโทษ ฉันไม่คิดว่าฉันจะยกโทษให้เธอหรอก...มีอย่างที่ไหนฉันทำงานมานาน ไม่เคยมีเด็กคนไหนทำกับฉันยังงี้เลย...เซ็งว่ะกู!!!” พี่ดาต่อว่าตังค์ก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าเดินไปนั่งที่โต๊ะข้างหลัง ตังค์เองนั้นไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะพูดออกมาได้ น้ำตาที่พยายามเก็บเอาไว้ก็กลั้นไม่อยู่ น้ำตาไหลรินเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง ตังค์พยายามเอากระดาษทิชชูซับน้ำตา แต่มันก็ยังไหลรินมาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด เธอไม่เข้าใจทำไมน้ำตาของเธอมันไหลรินออกมาอย่างง่ายดาย เธอพยายามจะกลั้นมันเอาไว้ แต่เธอก็กลั้นมันไม่อยู่
หลังจากที่พี่ดาเดินหลบไป ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ที่ทานอาหารเสร็จก็ลุกมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ลูกค้าทุกคนมองตังค์ด้วยสายตาที่แสนจะสงสาร แต่ละคนจ่ายตังค์แล้วก็เดินออกไป บางคนก็ถามว่า
“Are you ok?” (คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?)
ตังค์เองก็ได้แต่ตอบว่า “Yes, sir/mam. I’m ok. Thank you.” (ค่ะ...ฉันไม่เป็นไร...ขอบคุณมากค่ะ)
นั้นคือคำตอบที่ตังค์มีให้กับลูกค้าที่มีความเป็นห่วงเป็นใยเธอ เธออยากจะเดินไปข้างหลังไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของเธอเลย แต่ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ เธอไม่สามารถจะเดินออกไปจากร้านได้ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีใครทราบ แม้แต่เจ้าของร้านทั้งสองคน เธอเก็บความเจ็บปวดแสนสาหัสเอาไว้ในใจเสมอ เกิดมาในชีวิตไม่เคยมีใครทำให้เธอเจ็บได้ขนาดนี้ ถ้าเธอผิดหรือพี่ดาไม่พอใจในสิ่งที่เธอทำลงไป ก็น่าจะรอให้งานเสร็จก่อนแล้วเข้าไปคุยกันในออฟฟิศข้างหลัง ทำไมต้องมาด่ากันต่อหน้าลูกค้าหน้าร้านด้วย พี่ดานั้นเป็นแค่ลูกจ้างที่ไม่ต่างกับตังค์เลย ทำไมถึงทำกันเจ็บขนาดนี้
ตังค์ยังไม่หยุดร้องไห้ เธอรู้สึกเกลียดที่ตัวเองเป็นคนเจ้าน้ำตาและอ่อนแอเกินไป มือของเธอยังทำงานคิดเงินให้ลูกค้าแต่น้ำตาก็ไม่หยุดไหล เธอนึกมองภาพตัวเองในครั้งนั้น แล้วรู้สึกสมเพชตัวเองเสียจริงๆ พอไม่นานลูกค้าก็เริ่มทยอยจ่ายเงินและออกจากร้านไป น้ำตาของเธอยังซึมออกมาเหมือนเดิม ความสะอื้นเห็นได้ชัด ดวงตาแดงก่ำของความช้ำก็เห็นได้ชัด
หลังจากที่ลูกค้าโต๊ะสุดท้ายทานอาหารเสร็จ ลูกค้าก็พากันมาจ่ายเงินทันทีโดยไม่รอช้า ตัวตังค์เองไม่กล้าสบตาลูกค้ามากนัก เพราะไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอของตัวเอง ตังค์เชื่อเสมอว่าลูกค้าที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นย่อมเข้าใจเธอดีเสมอ แต่เธอก็ไม่ต้องการความเห็นใจจากใครทั้งนั้น และเธอก็คิดเสมอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเธอ
เธอพยายามทำงานให้เสร็จแล้วก้าวออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เธอต้องอดทนเพราะหน้าที่และความรับผิดชอบ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเธอจะเจ็บปวดมากแค่ไหน น้ำตาจะไหลรินตลอด แต่เธอก็ไม่เคยทิ้งงานและหน้าที่ของเธอ เธอบอกกับตัวเองเสมอว่า วันนี้แหละคือวันสุดท้ายของเธอที่จะทำงานที่นี่
หลังจากที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้ว ตังค์ก็ทำการปิดร้านและล็อคประตู ปิดไฟหน้าร้านให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมานั่งคิดคำนวณยอดรายได้ในช่วงกลางวัน พร้อมทั้งคิดคำนวณเงินทิปจากเครดิตการ์ดให้พนักงานเสิร์ฟ พอเธอคิดเงินเสร็จเรียบร้อย เธอก็แบ่งเงินทิปของพี่ดาแยกต่างหาก และเงินทิปของนิน่าออกต่างหาก เพื่อแสดงให้รู้ว่าทิปนั้นถูกแบ่งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว และก็ถึงเวลาที่พนักงานเสิร์ฟมารับทิปของตัวเอง
จากนั้นตังค์ก็เขียนรีพอร์ทสรุปยอดรายได้ให้เสร็จเรียบร้อย พอหมดหน้าที่ทุกอย่างเธอก็นำเงินใส่ถุงและพรินท์รีพอร์ทออกมา และปิดเครื่องคิดเงินทันที เธอหยิบเงินทั้งหมดใส่กระเป๋าเงินสำหรับกะกลางวัน และก็เอากุญแจและรีพอร์ทมาให้กับเจ้าของร้านด้านหลัง ช่วงที่เธอเดินเอาเงินไปให้กับพี่ยาซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังร้านนั้น ทุกคนสังเกตได้ว่าดวงตาของเธอเพิ่งจะร้องไห้มาไม่นานนี้เอง เธอยื่นเงินให้พี่ยาพร้อมกับบอกให้รู้ว่าเงินทุกอย่างลงตัว
“พี่ยาคะ นี่ยอดขายทั้งหมดค่ะ เงินลงตัวทุกอย่างไม่มีขาดมีเกินค่ะ ทิปแบ่งให้พนักงานเสิร์ฟเรียบร้อยค่ะ” หลังจากที่ตังค์แจ้งรายละเอียดให้พี่ยาทราบเรียบร้อยและส่งเงินรายได้ทั้งหมดให้กับพี่ยา ตังค์ก็เดินไปตอกบัตรออกทันที โดยมีเสียงพี่ยาเรียกเธอตามหลังให้ทานข้าวก่อนกลับบ้าน
“ขอบใจจ้ะ...น้องตังค์ทานข้าวเที่ยงหรือยังล่ะ? มาทานข้าวกันก่อนสิ วันนี้พี่ทำอาหารแซ่บๆ หลายอย่างเลยนะ” พี่ยาบอกขอบใจตังค์ทุกครั้งที่เธอทำงานเสร็จ พร้อมทั้งเรียกตังค์ให้ทานข้าวเป็นประจำ บางวันตังค์ก็ทานข้าวกับเธอ แต่ไม่ใช่วันนี้แน่นอน พี่ยาเป็นคนน่ารัก คอยห่วงใยพนักงานทุกคน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายน้ำใจที่พี่ยามีให้ตังค์ เธอก็เลยบอกกับพี่ยาไปว่า
“หนูทานแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ...เดี๋ยวตอกบัตรออกแล้ว คงอีกไม่นานแฟนจะมารับค่ะ หนูขอไปนั่งรอแฟนข้างหลังร้านค่ะ” ตังค์ตอบพี่ยาด้วยมารยาท ซึ่งจริงๆ แล้วเธอไม่ได้ทานข้าวเที่ยงเลย เพียงแต่ไม่อยากให้ใครๆ รู้ว่าเธอนั้นร้องไห้และมีปัญหากับพี่ดา ถึงแม้ว่าตังค์จะไม่พูดไม่จาหรือบอกใครๆ ทุกคนคงเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ที่สำคัญพี่ดาจะต้องบอกคนอื่นๆ อย่างแน่นอน และที่ตังค์มั่นใจที่สุดก็คือเธอจะต้องแจ้งให้ป้าผึ้งซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่อีกคนหนึ่งทราบเรื่องด้วย
พี่ดากับป้าผึ้งนั้นเป็นเพื่อนกินเพื่อนตายกันมานานแสนนาน ทุกคนในร้านรู้ดีกันหมด ตังค์เองก็ไม่ใช่คนขี้ฟ้องหัวหน้า ถ้าสิ่งใดที่ตังค์ทำแล้วไม่มีความสุข เธอก็จะปล่อยมันไป และจะพยายามคิดเสมอว่า วันนี้ฉันเจ็บ และสักวันมันต้องเป็นวันของฉัน
ตังค์นั่งรอปีเตอร์อยู่ข้างหลังร้านเพียงคนเดียว เพราะปีเตอร์จะมารับเธอประมาณบ่ายสามโมงตามเวลาปกติ เธอรู้สึกเหนื่อยกับการที่จะเห็นหน้าพี่ดา เธอเหนื่อยกับทุกอย่างที่พี่ดาได้ทำกับเธอ ระหว่างที่นั่งรอปีเตอร์มารับนั้น เธอนั่งร้องไห้ไปด้วยอดคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ คิดไปน้ำตาก็ไหลด้วยความเจ็บที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ พอไม่นานพี่ยาก็ออกมานั่งกับเธอ พร้อมทั้งโอบหลังเธออย่างอ่อนโยน
“ตังค์เป็นอะไรไป ดูเราเงียบๆ ไปนะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า? บอกพี่ได้ไหมจ๊ะ” นี่คือความห่วงใยที่พี่ยาเคยมีให้ตังค์และพนักงานคนอื่นๆ พี่ยาไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของร้าน แต่พี่ยาคอยเป็นเพื่อนปลอบใจพนักงานทุกๆ คน พี่ยาเป็นคนที่ให้ความสนใจทุกข์สุขของพนักงานทุกคน ดังนั้นการที่ลูกน้องสักคนดูเงียบหรือขรึมผิดปกติ นั่นคือสิ่งที่ผิดสังเกตที่พี่ยาจะต้องมาคอยสอบถามเสมอ ตังค์ตอบพี่ยาด้วยคำที่สุภาพโดยไม่ได้แจ้งให้พี่ยาทราบว่าเธอเป็นอะไร...ณ วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้าง
ชีวิตของตังค์ก็คงไม่ต่างกับลูกน้องคนอื่นๆ ที่ทนพี่ดาไม่ได้ และทุกคนก็ล้วนแต่ต้องลาออกหลังจากที่ทำงานได้ไม่กี่เดือน นี่คือสิ่งที่ตังค์ได้ยินมาจากการบอกเล่าของพนักงานคนอื่นๆ คงไม่แปลกอะไรเลยที่ตังค์จะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ตังค์เองก็ตอบพี่ยาด้วยมารยาทและพยายามซับน้ำตาเพื่อซ่อนเร้นความเจ็บปวดไว้ในใจ
“หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกพี่ยา แค่อยากมานั่งรอแฟนข้างนอก อยากนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ...พี่ยาไม่ต้องห่วงนะคะ” ตังค์บอกพี่ยาไปด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ถ้อยคำที่เธอพูดออกมานั้นมันบ่งบอกได้เลยว่าเพิ่งจะร้องไห้มาไม่นาน แต่ด้วยความที่พี่ยาเป็นคนที่มารยาทดี และคงเข้าใจว่าตังค์ต้องการที่จะอยู่คนเดียวมากกว่าที่จะพูดคุยกับเธอ เธอจึงบอกกับตังค์ว่า
“ถึงแม้ว่าตังค์จะไม่ไว้ใจใคร แต่ก็ขอให้เชื่อใจพี่นะ มีอะไรไม่สบายใจก็คุยกับพี่ได้นะ ไม่ต้องกลัวและเกรงใจกัน อะไรที่พี่พอจะทำได้พี่จะช่วยเต็มที่” พี่ยาบอกกับตังค์ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปทำงานในครัวต่อเพื่อไปเตรียมของไว้ขายในช่วงเย็น นี่คือคำพูดของพี่ยาที่มีให้กับเธอด้วยความห่วงใย ตังค์มาทำงานที่นี่ได้เพราะตังค์เคยพูดคุยกับพี่ยามาก่อน หลังจากนั้นก็มีเพื่อนคนไทยที่เธอรู้จักที่โรงเรียนสอนภาษาบอกกล่าวเธอมาอีกครั้งว่า...ที่ร้านพี่ยาต้องการพนักงานแคชเชียร์ และเพื่อนคนนี้ก็ได้แนะนำให้ตังค์มาสมัครงานที่นี่ด้วย ด้วยความที่ตังค์เคยได้พูดคุยกับพี่ยามาก่อน ดังนั้นจึงไม่ยากนักที่เธอจะสมัครเข้าทำงานที่ร้านนี้ได้อย่างง่ายดาย
ตังค์ยังจำวันนั้นได้เสมอ...ในวันนั้นปีเตอร์พาเธอมาสมัครงานที่ร้านนี้ ทุกคนในร้านดูตื่นเต้นและดีใจที่มีคนไทยมาร่วมงานด้วยกัน ตังค์เองก็รู้สึกดีใจไม่น้อยที่จะได้ทำงานที่อเมริกาเสียที ทั้งที่ปีเตอร์ก็อดที่จะเป็นห่วงเธอไม่ได้ แต่ด้วยความที่รักภรรยามาก ดังนั้นสิ่งใดที่ตังค์ต้องการที่จะทำ ปีเตอร์ก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตังค์เสมอ การที่เขาจะรับคนเข้ามาทำงานนั้นก็คงไม่แปลกที่เขาเพิ่งจะไล่พนักงานแคชเชียร์อีกคนออกไปเมื่อสามวันก่อน
เธอก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีของเธอหรือเปล่า หรือว่าเป็นความซวยของเธอ ในช่วงเวลานั้นเธอคิดว่าเธอโชคดีที่สุดแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับให้เธอคิดว่าเธอโชคร้ายจริงๆ คงไม่ต่างกับคนที่ตกนรกทั้งเป็น
ประมาณบ่ายสามโมง ปีเตอร์ก็ขับรถมาจอดหลังร้าน หลังจากที่เขาลงมาจากรถ ตังค์ก็เดินไปหาปีเตอร์ทันที เธอโอบกอดปีเตอร์แล้วก็ร้องไห้ ความรู้สึกของปีเตอร์นั้นสัมผัสได้เลยว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ ปีเตอร์จึงรีบพาเธอไปนั่งที่รถทันที หลังจากที่เธอนั่งลงที่เบาะรถ เขาก็ไม่รอช้าที่จะถามเธอว่าเกิดอะไรขึ้น
“What’s wrong with you, baby?” (เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ที่รัก?) ปีเตอร์ถามเธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใย สายตาของเขาจ้องมองตังค์ไม่ลดละ เพื่ออยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาสุดที่รักของเขากันแน่
“Nothing. I want to get out of here.” (เปล่า...ฉันไม่ได้เป็นไรค่ะ ฉันอยากจะไปจากที่นี่ค่ะ) ทันทีที่เธอพูดจบ ปีเตอร์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินกลับมานั่งที่เบาะคนขับแล้วสตาร์ทรถทันที ช่วงระหว่างที่ขับรถออกจากร้านอาหาร เขาก็ไม่เคยลืมที่จะเอื้อมมือของเข้ามาลูบผมของเธอเบาๆ เพื่อแสดงให้เธอรับรู้ว่า เขารักและเป็นห่วงเธอมาก แต่ปีเตอร์ก็ยังอดที่จะถามต่อไม่ได้เพราะอยากรู้เหลือเกินว่าใครทำภรรยาของเขาตาแดงก่ำขนาดนี้
“I know something is wrong with you. What happened to you? Can you tell me, please?” (ผมรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติในตัวคุณ เกิดอะไรขึ้นกับคุณครับ คุณบอกผมได้ไหม?) นี่คือคำพูดที่ปีเตอร์มีให้ตังค์เสมอ ทุกครั้งที่เขาเห็นความผิดปกติของเธอ เขามักจะรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่เห็นเธอเศร้า หลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นเธอเงียบๆ และดูเศร้าไปมาก คนไทยที่ทำงานของเธอคงต้องทำอะไรให้เธอเสียใจแน่นอน ปีเตอร์เป็นคนที่รู้ใจเธอมากที่สุด ต่อให้เดาเขาก็คงเดาออกว่าใครทำให้เธอซึมได้ขนาดนี้ แม้ว่าตังค์กับปีเตอร์จะแต่งงานกันแค่ปีกว่าๆ แต่ความเข้าอกเข้าใจกันและกันนั้นยิ่งกว่าคนที่อยู่ด้วยกันเป็นสิบๆ ปี ช่วงที่ปีเตอร์ขับรถไปและพยายามที่จะเค้นถามเธอให้ได้ว่าใครทำเธอเจ็บขนาดนี้ น้ำตาของเธอก็ไม่หยุดไหลรินออกมา ในที่สุดเธอก็ยอมเล่าให้ปีเตอร์ฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“Pee Da hurt me. She talked bad to me in front of the customers. She thought I tried to hit her when I took the customer to have a seat. I didn’t mean to hurt her. I asked her to move, but she didn’t. So I told her again and again. Then I made up my mind to walk past her closely to take the customer to sit. After I came back, she started cursing me. She said that I had malicious intent to hurt her. I never did that to her. I asked her to move but she didn’t. I had to seat the customer.” (พี่ดาทำให้ฉันเจ็บ เธอด่าฉันหลายๆ อย่างต่อหน้าลูกค้า เธอหาว่าฉันต้องการชนเธอในช่วงระหว่างที่ฉันต้องพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะชนเธอเลยสักนิด ฉันบอกให้เธอขยับเพื่อฉันจะได้เอาลูกค้าไปนั่ง แต่เธอทำเฉยเหมือนกับเธอไม่ได้ยิน ฉันก็เลยบอกเธออีกครั้งพร้อมกับเดินเบียดเธอไป เพื่อจะเอาลูกค้าไปนั่งให้เสร็จๆ หลังจากนั้นฉันเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ เธอก็ด่าฉันอย่างไม่เกรงใจใครเลย เธอหาว่าฉันตั้งใจกลั่นแกล้งเธอให้ล้ม ฉันไม่ได้ตั้งใจทำกับเธอแบบนั้น ฉันก็บอกเธอให้ขยับแต่เธอไม่ทำเอง ฉันต้องการเพียงที่จะพาลูกค้าไปนั่ง)
ตังค์พยายามที่จะอธิบายให้ปีเตอร์เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่ต้องพูดมาก ปีเตอร์สามารถจินตนาการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าของเขาให้เธอซับน้ำตา พร้อมทั้งปลอบใจเธอให้หยุดร้องไห้
ตังค์รู้เสมอว่าวันใดที่ใจเธอเจ็บ เขาก็เจ็บไม่น้อยไปกว่าเธอ มือหนึ่งของปีเตอร์จับพวงมาลัย มืออีกข้างหนึ่งก็จับมือเธอไว้เพื่อให้กำลังใจ เขาไม่ได้ถามเธอมากมายเพราะเรื่องราวเหล่านี้มันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง นับตั้งแต่วันที่เธอทำงานที่นี่ เขารู้ว่าเธอเจ็บแค่ไหนและเธอก็ไม่เคยทนได้ขนาดนี้ พอสักพักเขาก็บอกตังค์ว่า
“Tomorrow I want you to go resign the job. I don’t want to see you work any more. Your tears are more precious than anything. Please don’t cry, baby. Really, I want you to go back to school or stay at home whichever you want. It’s better than you come to work and hurt yourself. I worry about you.” (พรุ่งนี้ผมต้องการให้คุณไปลาออกจากงาน ผมไม่ต้องการเห็นคุณทำงานอีก น้ำตาของคุณมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด ได้โปรดอย่าร้องไห้ที่รัก จริงๆ แล้วผมอยากให้คุณกลับไปเรียนเหมือนเดิมดีกว่า หรือคุณจะอยู่ที่บ้านอย่างเดียวก็ได้แล้วแต่ใจของคุณ อย่างน้อยๆ มันก็ยังดีกว่าที่คุณทำงานแล้วต้องพบกับสิ่งต่างๆ ที่ทำให้คุณต้องเจ็บ ผมเป็นห่วงคุณจริงๆ)
คำพูดและความรู้สึกดีๆ แบบนี้ปีเตอร์มีให้ตังค์เสมอมา ไม่ว่าวันใดที่เธอเจ็บและเสียใจ เขาก็ยืนอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม ผู้ชายคนนี้ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเธอและไม่เคยทอดทิ้งเธอ ในใจลึกๆ ของเธอก็อดภูมิใจกับตัวเองไม่ได้ที่มีสามีที่รักและห่วงใยเธอขนาดนี้ เธอรู้มาตลอดว่าเธอนั้นเป็นผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่โชคดีที่มีสามีที่มีจิตใจดีงาม คงจะมีผู้หญิงไทยอีกหลายๆ คนที่ไม่โชคดีเหมือนกับเธอ
อย่างว่าแหละ ชีวิตคนเราแข่งอะไรนั้นแข่งได้ แต่จะมาแข่งบุญวาสนานั้นคงจะยากเหลือเกิน วันนั้นขากลับปีเตอร์ก็ไม่ลืมที่จะแวะสั่งอาหารบางอย่างสำหรับมื้อเย็น โดยที่เขาไม่ต้องการให้เธอทำกับข้าวมื้อเย็น เพราะเขารู้ว่าเธอเหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยกายไม่เท่าไรแต่ความเหนื่อยใจนี่สิต้องประคับประคองดูแลให้มากที่สุด พอกลับมาบ้านตังค์ก็อาบน้ำและก็นอนดูทีวีที่ห้องนอน
ส่วนปีเตอร์นั้นก็ตรวจงานให้นักศึกษาของเขา ทุกครั้งที่พักเหนื่อยจากการตรวจงาน เขาก็มักจะแวะมานอนเคียงข้างเธอเสมอ ปีเตอร์เป็นคนขยันมาก ไม่ว่างานสอนจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เรื่องเรียนเขาก็ทำได้ดีมาก เกรดเฉลี่ยแต่ละเทอมของเขานั้นได้เอมาตลอด ตังค์ในฐานะภรรยาของเขาก็รู้สึกภูมิใจในตัวเขามิใช่น้อย พรุ่งนี้เธอจะต้องไปลาออกจากงาน เพื่ออยากให้ทุกคนสบายใจ เธอคงบอกกับเจ้าของร้านว่าเธอจะกลับไปเรียนต่อ
หลังจากที่นอนคุยกันสักพัก เธอก็ลุกไปเก็บชุดพนักงานทั้งหมดมานั่งพับใส่ถุงพลาสติก เธอบอกกับปีเตอร์ว่าเธอจะเอาชุดทั้งหมดไปคืนเจ้าของร้าน และเธอก็ไม่อยากเห็นมันอีก ปีเตอร์ก็ตามใจแต่ก็ยังห่วงใยเธอไม่น้อย ตามนิสัยของเขานั้นมักจะถามเธอเสมอว่า
“Do you need me to help you fold the clothes?” (คุณต้องการให้ผมช่วยพับผ้าหรือเปล่าครับ?) ปีเตอร์ถามตังค์พร้อมทำท่าลุกออกจากเตียง ตังค์เองก็อดปลื้มในน้ำใจของเขาไม่ได้ แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะเห็นว่าปีเตอร์ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ที่สำคัญมันเป็นหน้าที่ของเธอเสียมากกว่า
“No, thank you. I’m doing ok” (ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ ฉันทำได้ค่ะ) ตังค์ตอบปีเตอร์เพื่อให้เขารับรู้ว่า เธอเข้มแข็งขึ้นกว่าเก่าตั้งเยอะ อยากให้เขาหายห่วงเธอเสียที เขาจะได้มีสมาธิในการอ่านหนังสือและทำงานของเขาบ้าง หลังจากที่พับชุดพนักงานเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินไปที่ครัวเพื่อไปจัดแจงอาหารมื้อเย็น ปีเตอร์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินตามเธอ ตังค์เองก็อดที่จะถามเขาไม่ได้
“Are you hungry, baby?” (คุณหิวหรือเปล่าคะที่รัก) ตังค์ถามปีเตอร์พร้อมเปิดตู้เอาจานอาหารออกมา และเดินเอาจานมาวางที่โต๊ะอาหาร เธอหยิบอาหารออกมาจากตู้เย็นและจัดการอุ่นที่ไมโครเวฟทันที ปีเตอร์นั้นพูดภาษาไทยได้นิดหน่อย บางครั้งเขาก็พยายามหัดพูดภาษาไทยกับเธอ แต่ก็พูดได้ไม่มากนัก คำตอบที่เธอได้ยินจากเขาบ่อยๆ ตามที่เขาได้หัดพูดภาษาไทยไว้บ้าง เหมือนเด็กกำลังหัดพูด
“หิวคับผ้ม” ปีเตอร์ตอบเธอด้วยสำเนียงฝรั่งพูดไทย ซึ่งฟังดูน่ารักเหมือนเด็กๆ เธอนั้นก็ไม่อยากเร่งรัดเขาในเรื่องการพูดภาษาไทย เพราะทุกวันนี้เขาก็ยุ่งแสนจะยุ่ง แต่ปีเตอร์ก็บอกกับเธอเสมอว่า วันใดที่เขาเรียนจบและมีงานทำ เขาก็พร้อมที่จะเริ่มเรียนภาษาไทยกับเธออย่างจริงจังสักที นั่นคือเป้าหมายที่เขาตั้งเอาไว้ ปีเตอร์บอกกับเธอเสมอว่า เขารักประเทศไทย รักในหลวงกับพระราชินี เขาภูมิใจมากที่แต่งงานกับผู้หญิงไทย ครั้งแรกที่เขาได้ไปเที่ยวเมืองไทย เขาบอกกับตัวเองเสมอว่า...เขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยให้ได้ ปีเตอร์ก็ไม่ต่างกับฝรั่งคนอื่นๆ มากนัก แต่บางอย่างที่เราคล้ายกันและสามารถเข้ากันได้ดีก็คือ ปีเตอร์นับถือศาสนาพุทธและเขาก็มีจิตใจเมตตาและศรัทธาในพระพุทธศาสนาไม่แพ้คนไทยเลยทีเดียว
งานอดิเรกของเขาคือการอ่านและงานเขียน นี้เองที่ทำให้เขารู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองไทยมิใช่น้อย เขามักจะเล่าให้เธอฟังเสมอว่า เขาเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 และพระมหากษัตริย์ไทยในราชการอื่นๆ ด้วย ปีเตอร์เลื่อมใสและศรัทธาในพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นอย่างมาก ปีเตอร์มักจะเล่าให้เธอฟังอีกว่า ยังมีคนอเมริกันหลายคนที่มองข้ามคนเอเชียไปมาก เพราะเขาเห็นว่าระบบการปกครองของเราเป็นระบบประชาธิปไตย และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงทำให้คนชาติตะวันตกบางคนมักจะคิดว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ล้าสมัยและเชยมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นความคิดของคนในมุมหนึ่งเท่านั้น ส่วนชาวต่างชาติที่ได้รับการศึกษาและเคยเรียนรู้เกี่ยวกับเมืองไทยเรา พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่อิจฉาคนไทยมากที่มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ทรงรักและคอยห่วงใยประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ที่มีจิตใจประเสริฐเลิศล้ำหาที่เปรียบมิได้ในปฐพี...จึงไม่แปลกอะไรที่ปีเตอร์รักความเป็นไทยและคนไทยมากยิ่งนัก
แต่ประสบการณ์คนไทยที่อเมริกาที่ภรรยาของเขาเพิ่งจะผ่านพบนั้น ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองไปอีกแบบหนึ่ง เขาบอกเธอเสมอว่า คนไทยที่อเมริกาต่างกับคนไทยที่เมืองไทยนะ หรือจะเป็นเพราะเราไม่มีโชคที่จะได้เจอคนไทยที่นี่ที่ดีๆ สักคน แต่ก็เป็นเพราะเวรกรรมเก่าที่เราสร้างร่วมกันมา ดังนั้นเราจึงต้องพบปะอุปสรรคเป็นธรรมดา มันต้องมีสักวันที่เราเจอคนดีๆ สักคนหนึ่ง
อาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยมากสำหรับเขาและเธอ แม้ว่าชีวิตของเธอเพิ่งจะผ่านมรสุมมาหมาดๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ความรักระหว่างเธอและปีเตอร์หยุดหย่อนแม้แต่น้อย หลังจากที่เสร็จสรรพมื้อเย็น เธอก็เก็บช้อนและจานเข้าเครื่องล้างจานก่อนที่จะกดปุ่มทำงานแบบอัตโนมัติ ชีวิตที่อเมริกาสร้างความสะดวกสบายให้กับเขาและเธอหลายๆ อย่าง แต่เธอก็ชอบชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนที่เธอเคยเป็นมากกว่า...บางวันที่เธอเหนื่อย เธอก็จะเลือกความสะดวกสบายให้กับตัวเองก่อน แต่วันไหนที่เธอไม่เหนื่อยเธอก็มักจะทำงานด้วยแรงของตัวเอง เพราะอย่างน้อยๆ ก็ถือเสียว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วย
พอถึงเวลาต้องเข้านอนเธอก็มานั่งสวดมนต์เป็นประจำ ในบางวันปีเตอร์ก็มานั่งสวดมนต์กับเธอด้วย มันไม่ง่ายที่ฝรั่งคนหนึ่งจะต้องหัดท่องคำสวดมนต์เหมือนคนไทยเรา แต่เขาก็พยายามทำเท่าที่เขาจะทำได้ บางคืนเธอรู้สึกสงสารปีเตอร์ก็บอกให้เขาสวดมนต์แผ่เมตตาในใจ ไม่จำเป็นจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีเหมือนเธอ เขาก็ทำตามเหมือนที่เธอบอกทันที
ค่ำคืนนั้นตังค์นอนหลับอย่างไม่รู้สึกตัว เธอฝันเห็นพ่อของเธอมานั่งพูดคุยกับเธอเหมือนเดิม คงไม่แปลกที่ทุกครั้งที่เธอเจ็บและร้องไห้ เธอจะฝันเห็นพ่อของเธอมาหาตลอด พ่อคือดวงใจและพลังสำคัญของชีวิตเธอเสมอมา คืนนั้นเป็นคืนที่ตังค์หลับอย่างมีความสุขมาก เธอมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพ่อของเธอ แม้ว่าค่ำคืนแห่งความสุขนั้นช่างสั้นเหลือเกิน แต่ความสุขที่เธอได้สัมผัสในความฝันนั้นก็เพิ่มพลังให้กับชีวิตของเธอมากขึ้น
เช้าวันใหม่ต้องสดใสกว่าเดิม วันนี้เธอและปีเตอร์ขับรถไปยังร้านอาหารไทยที่เธอเคยทำเป็นปกติ แต่วันนี้เธอดูสดใสกว่าเก่า ทันทีที่เดินเข้าไปในร้าน เธอก็ขอพบเจ้าของร้านทั้งสองคน และก็ได้ยื่นใบลาออกให้กับพี่ยาและป้าผึ้ง ป้าผึ้งนั้นงงมาก พี่ยายิ่งดูเศร้ากว่าคนอื่นๆ พี่ยาพยายามขอคุยกับตังค์สองต่อสอง แต่ตังค์ก็ไม่ยอมคุยและไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฃได้รับรู้ พี่ยาพยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตังค์ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เธอบอกแต่เพียงว่า ถ้าเธอทำงานแล้วไม่มีความสุข เธอก็จะกลับไปเรียนหนังสือเหมือนเดิม
พอเสร็จธุระเรียบร้อยแล้ว ตังค์ก็ยกมือไหว้พี่ยาและป้าผึ้งพร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณ จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในครัวและยกมือไหว้ขอบคุณแม่ครัวทุกคนที่ให้โอกาสเธอ ขอบคุณสิ่งดีๆ ที่พวกเขามีให้กับเธอ และคนสุดท้ายที่เธอไม่พลาดที่จะยกมือไหว้ก็คือพี่ดา เธอไหว้พี่ดาพร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณและส่งรอยยิ้มอันเป็นมิตรให้ก่อนที่จะเดินออกไปจากร้าน
ประสบการณ์ชีวิตจากการทำงานร้านอาหารไทยครั้งนี้ ทำให้ตังค์เข็ดขยาดที่จะคบกับคนไทย ทุกวันนี้เธอมีงานที่ดี ทำงานกับบริษัทฝรั่ง เธอสามารถลบล้างคำดูถูกของป้าผึ้งที่ว่า คนอย่างเธอไม่มีปัญญาได้ทำงานกับฝรั่งหรอก เพราะเธอไม่ได้เรียนจบปริญญาที่อเมริกา เธอได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่ประเทศนี้เยอะมาก อย่างน้อยๆ เธอก็ทำให้คนไทยในร้านอาหารไทยได้รู้จักเธอมากขึ้น ที่สำคัญเธอทำให้ผู้หญิงอย่างพี่ดาได้รู้จักคำว่า
“การให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณ...คือการแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด”
ทุกวันนี้ตังค์ได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่จริงใจจากที่ทำงานใหม่ของเธอ เธอมีทั้งเพื่อนในโลกความจริงและเพื่อนที่เธอไม่เห็นหน้ากันมาก่อนในโลกไซเบอร์ เธอรู้จักเพื่อนในอินเตอร์เน็ตมากกว่ารู้จักคนไทยที่อเมริกาเสียอีก เธอมีชีวิตที่มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งตังค์และปีเตอร์ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ ประสบการณ์ที่เธอได้สัมผัสในครั้งนี้ ทั้งชีวิตของเธอก็มิอาจลืมมันได้
มิอาจลืมเลือน
สตังค์... ********************
text : Roslita Jones
