Sex
แบ่ง
Tue, 17 Aug 2010 16:36:19 +0700
"จงหมั่นเติมน้ำในถ้วยของกันและกันให้เต็มอยู่เสมอ แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน"
ผู้ชายฉลาดๆคนหนึ่งเคยเขียนเอาไว้อย่างนั้นในหนังสือของเขา มันเป็นแนวคิดที่ฟังดูเข้าท่าดี แต่ทำยาก ฉันไม่แน่ใจนักว่าแม้แต่คนเขียนเองจะทำได้อย่างที่เขาพูดเสมอไป
ฉันเห็นด้วยกับเขา คงจะจริง...คนเราแต่ละคนต่างมีถ้วยที่แข้งขอดกันคนละใบ ซ้ำร้ายตรงก้นถ้วยของเรายังมีรอยรั่ว แต่ใครจะไปรู้ ว่าโดยแท้แล้วรอยรั่วมันอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเราทั้งสองคน น้ำที่ค่อยๆซึมออกจากถ้วย เติมเท่าไรก็ไม่มีวันเต็มแก้วนั่นแหละ ที่ช่วยให้เรามีวันต่อไปร่วมกัน
ฉันนึกภาพไม่ออกเลย หากถ้วยของเราไม่มีรอยรั่ว เราจะนำน้ำในถ้วยอันเต็มปริ่ม ซึ่งเราหมั่นช่วยกันเติมให้กันและกันไปเททิ้งใส่ถ้วยของใครที่ไหน หรือมันจะหกเรี่ยราดเปรอะเปื้อนชีวิตของเราอย่างไร
หรือบางที...รอยรั่วนั้นอาจจะหมายถึงช่องว่างสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่ในชีวิต หมายถึงระยะห่างอันเหมาะสม หมายถึงความจริงที่เราจะต้องยอมรับด้วยสติปัญญา ว่าการรอคอย...วาดหวังให้คนอื่นมาเติมชีวิตเราให้เต็ม อาจจะไม่ใช่ทางออก เพราะไม่ว่าจะมีอีกสักกี่มือมาช่วยเติม ถ้วยน้ำรั่วใบนี้ก็จะไม่มีวันเต็ม หากเจ้าของถ้วยไม่จัดการกับรอยรั่วนั้น
หรือว่าความจริงสิ่งที่เราเห็นมันไม่ใช่รอยรั่ว แต่เป็นช่องว่างสำหรับถ้วยทุกใบ
คุณจึงต้องพยายามเติมฉันอยู่เสมอ เช่นเดียวกับหน้าที่ของฉัน ซึ่งจะต้องเติมถ้วยของคุณไปเรื่อยๆ เป็นการแลกเปลี่ยนที่โยงใยความสัมพันธ์ของเราเอาไว้ด้วยกัน
ถ้วยแต่ละใบมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ขนาดและรูปทรงของช่องว่างก็แตกต่างกันตามไปด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คืออัตราการไหลออกของน้ำในถ้วย คุณเคยเรียนวิทยาศาสตร์มาตอนเด็กๆจำได้ไหมคะ เมื่อน้ำปริ่มถ้วย แรงดันน้ำให้ไหลออกจะมากกว่าเมื่อน้ำงวดลง เมื่อปริมาณน้ำลดลงมันก็จะไหลออกช้าๆ สิ่งที่เราต้องใส่ใจอยู่เสมอคือความสม่ำเสมอระหว่างกัน ไม่ว่าถ้วยจะดูเต็มอิ่มขนาดไหน มันก็มีวันหมดได้เสมอ
วันเวลาที่ยาวนานของการเติมเต็มไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้น้ำเต็มถ้วย และเช่นเดียวกัน วันเวลาที่ยาวนานไม่ได้ทำให้คนสองคนรู้จักกันดีจนถึงขั้นกลายเป็นคนเดียวกัน ไม่มีใครสามารถรู้จักใครได้ทุกแง่ทุกมุม และไม่มีใครสามารถหลอมชีวิตตัวเองไปรวมกับชีวิตใครได้
ผู้ชายฉลาดอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เพื่อนของผู้ชายฉลาดคนแรกพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่คิดว่าเรารู้จักใคร ไม่ได้หมายความว่าเรารู้จักตัวตนในปัจจุบันของคนๆนั้น หรือสามารถคาดเดาความเป็นไปในอนาคตของใครได้ เพราะตัวตนที่เราคิดว่ารู้จักเขา เป็นตัวตนในอดีต ตัวตนในอดีตไม่ใช่ตัวตนในปัจจุบัน และไม่ใช่ตัวตนเดียวกันกับในอนาคต การเอาตัวตนในอดีตมาเป็นเครื่องตัดสินการกระทำในอนาคตจึงอาจจะคลาดเคลื่อน เพราะคนเราเปลี่ยนทุกวินาที ความเปลี่ยนแปลงของคน อาจจะถี่ยิบยิ่งกว่าฝีเข็มของนาฬิกา หรืออาจจะรวดเร็วกว่าการหมุนของภาพจำนวนหลายเฟรมในหนึ่งวินาที ซึ่งทำให้ตาของเราถูกลวงว่ากำลังเห็นภาพเคลื่อนไหว
การเปลี่ยนแปลงของคนเร็วกว่านั้น เร็วจนสายตาจับไม่ได้ แต่บางครั้งเกิดการลวงตาว่าเป็นเพียงภาพนิ่ง จึงทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครล่วงรู้หรือคาดเดาผลแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันการณ์ การชะล่าใจกับความสงบนิ่งของคน จึงส่งผลให้เราต้องประหลาดใจจนคาดไม่ถึง กับตัวตนของเขาที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ผิดจากการคาดเดาของเราอยู่เสมอ
เพราะการคิดเอาเองว่าถ้วยอีกใบหนึ่งอาจจะยังเต็ม เพราะการคิดว่าเรารู้จักกันดีเกินกว่าจะเรียนรู้ เพราะคิดว่าเราสนิทสนมกันจนกลายเป็นคนๆเดียว ทำให้เราเกียจคร้านลืมใส่ใจที่จะเติมเต็มกันไปอย่างสม่ำเสมอเช่นเคย เลิกใส่ใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆระหว่างกัน เพียงเพราะเราเข้าใจเอาเองว่าเรารู้จักกันดีพอ
เราจึงอาจเผลอตัวกล้าย่างเท้าเข้าไปในที่พื้นที่หวงห้ามของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเราเข้าใจเอาเองว่าพื้นที่แห่งนั้นเป็นส่วนแบ่งที่เรามีสิทธิ์ด้วย เราลืมที่จะเคาะประตู ลืมทักทาย ลืมขออนุญาต เพียงเพราะเราคิดว่าเราสามารถครอบครองกันและกันไปได้ทุกพื้นที่ของชีวิต เพราะเราคิดว่าเราเป็นคนๆเดียวกันที่ไม่เคยแบ่งแยกหรือรังเกียจเดียจฉันท์ในแง่มุมส่วนตัวของกันและกัน
เราเพียงแต่เคยเข้าใจกัน เราอาจจะรักกันมาก แต่เราก็ไม่เคยรู้จักกันมากไปกว่าที่เคยรู้จัก เราอาจจะร่วมบ้าน ร่วมหมอน ร่วมเตียง ร่วมรักและร่วมชีวิตกัน แต่เราก็ไม่ใช่คนเดียวกัน
ที่รัก...ฉันไม่ได้ขออะไรมากมายจากคุณ
ฉันไม่ได้พูดเรื่องอะไรที่ลึกซึ้งเหมือนผู้ชายฉลาดๆสองคนนั้น
ฉันขอแค่อะไรง่ายๆที่คุณน่าจะให้ฉันได้
ฉันรู้ว่าคุณไม่รังเกียจฉัน และฉันไม่เคยรังเกียจคุณ
เรารักกันมาก ฉันรู้!!
ฉันไม่ได้ขอเลิกกับคุณ
…
แค่อยากจะให้คุณเลิกใช้แปรงสีฟันของฉันเสียที!!!
มันอาจจะเสียบอยู่ในช่องเดียวกัน
ของฉันอันสีฟ้า แต่ของคุณสีเขียว!!!!
ช่วยจำเอาไว้ด้วย!!!!
... ... ... ... ... ... ... ...
